สำนักข่าว AFP รายงานว่า ประเทศต่างๆ รวมทั้งสหรัฐฯ และจีนเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อควบคุมการพัฒนาและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นในการทำสงคราม พร้อมเตือนว่าเทคโนโลยีดังกล่าว ‘อาจมีผลที่ไม่คาดคิดตามมา’
การประชุมเป็นเวลา 2 วันในกรุงเฮกซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 60 ประเทศได้พูดถึงการกำหนดกฎระหว่างประเทศเกี่ยวกับการใช้ AI ในสนามรบ โดยมุ่งสร้างข้อตกลงที่คล้ายคลึงกับข้อตกลงเกี่ยวกับอาวุธเคมีและนิวเคลียร์
“AI นำเสนอโอกาสที่ยอดเยี่ยมและมีศักยภาพพิเศษในฐานะเทคโนโลยีที่เปิดใช้งาน ซึ่งช่วยให้เราได้รับประโยชน์อื่นๆ ในการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ไม่เคยมีมาก่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปรับปรุงการตัดสินใจ”
แต่หลายประเทศเตือนว่า “มีความกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับการใช้ AI ในขอบเขตทางทหารและเกี่ยวกับความไม่น่าเชื่อถือของระบบ AI ที่เป็นไปได้ รวมถึงปัญหาการมีส่วนร่วมของมนุษย์ การขาดความชัดเจนเกี่ยวกับความรับผิดชอบและผลที่ตามมาโดยไม่คาดคิด”
นอกจากนี้ ผู้แทนประมาณ 2,000 คนจากรัฐบาล บริษัทเทคโนโลยี และภาคประชาสังคมตกลงที่จะเปิดตัวคณะกรรมาธิการระดับโลกเพื่อให้ความชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ AI ในสงครามและกำหนดแนวทางบางอย่าง
ในทางการทหาร AI จะถูกใช้สำหรับการลาดตระเวนและการเฝ้าระวัง ตลอดจนการวิเคราะห์ และในที่สุดอาจถูกนำมาใช้สำหรับการเลือกเป้าหมายด้วยตนเอง เช่น ฝูงบินของโดรนที่ส่งเข้าไปในดินแดนของศัตรู
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ของเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า จีนได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ในฐานะตัวแทนหลักในด้านเทคโนโลยีและ AI แต่รัสเซียไม่ถูกเชิญเพราะเหตุรุกรานในยูเครน
“เราได้กำหนดความเร่งด่วนของเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ตอนนี้เราจำเป็นต้องดำเนินการขั้นต่อไป” โวปเกอ ฮุกสตรา รัฐมนตรีต่างประเทศเนเธอร์แลนด์กล่าวในตอนท้ายของการประชุม
แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะกล่าวว่า สนธิสัญญาควบคุมการใช้ AI ในสงครามอาจยังห่างไกล แต่ผู้เข้าร่วมประชุมต่างเห็นพ้องต้องกันว่าแนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการกำหนดขึ้นอย่างเร่งด่วน
“ท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ต้องเป็นผู้ตัดสินใจเสมอในสนามรบ…ไม่ว่าเรากำลังพูดถึงอะไรก็ตาม AI นั้นเป็นทั้งประโยชน์ และเป็นเทคโนโลยีในการเสริมทัพได้ แต่อย่าปล่อยให้มนุษย์ก้าวออกจากความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับ อย่าโยนให้ AI” นายพล เยิร์ค ฟ็อลเมอร์ อดีตผู้บัญชาการอาวุโสของ NATO กล่าวกับผู้แทน
การประชุมเป็นเวลา 2 วันในกรุงเฮกซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 60 ประเทศได้พูดถึงการกำหนดกฎระหว่างประเทศเกี่ยวกับการใช้ AI ในสนามรบ โดยมุ่งสร้างข้อตกลงที่คล้ายคลึงกับข้อตกลงเกี่ยวกับอาวุธเคมีและนิวเคลียร์
“AI นำเสนอโอกาสที่ยอดเยี่ยมและมีศักยภาพพิเศษในฐานะเทคโนโลยีที่เปิดใช้งาน ซึ่งช่วยให้เราได้รับประโยชน์อื่นๆ ในการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ไม่เคยมีมาก่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปรับปรุงการตัดสินใจ”
แต่หลายประเทศเตือนว่า “มีความกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับการใช้ AI ในขอบเขตทางทหารและเกี่ยวกับความไม่น่าเชื่อถือของระบบ AI ที่เป็นไปได้ รวมถึงปัญหาการมีส่วนร่วมของมนุษย์ การขาดความชัดเจนเกี่ยวกับความรับผิดชอบและผลที่ตามมาโดยไม่คาดคิด”
นอกจากนี้ ผู้แทนประมาณ 2,000 คนจากรัฐบาล บริษัทเทคโนโลยี และภาคประชาสังคมตกลงที่จะเปิดตัวคณะกรรมาธิการระดับโลกเพื่อให้ความชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ AI ในสงครามและกำหนดแนวทางบางอย่าง
ในทางการทหาร AI จะถูกใช้สำหรับการลาดตระเวนและการเฝ้าระวัง ตลอดจนการวิเคราะห์ และในที่สุดอาจถูกนำมาใช้สำหรับการเลือกเป้าหมายด้วยตนเอง เช่น ฝูงบินของโดรนที่ส่งเข้าไปในดินแดนของศัตรู
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ของเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า จีนได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ในฐานะตัวแทนหลักในด้านเทคโนโลยีและ AI แต่รัสเซียไม่ถูกเชิญเพราะเหตุรุกรานในยูเครน
“เราได้กำหนดความเร่งด่วนของเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ตอนนี้เราจำเป็นต้องดำเนินการขั้นต่อไป” โวปเกอ ฮุกสตรา รัฐมนตรีต่างประเทศเนเธอร์แลนด์กล่าวในตอนท้ายของการประชุม
แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะกล่าวว่า สนธิสัญญาควบคุมการใช้ AI ในสงครามอาจยังห่างไกล แต่ผู้เข้าร่วมประชุมต่างเห็นพ้องต้องกันว่าแนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการกำหนดขึ้นอย่างเร่งด่วน
“ท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ต้องเป็นผู้ตัดสินใจเสมอในสนามรบ…ไม่ว่าเรากำลังพูดถึงอะไรก็ตาม AI นั้นเป็นทั้งประโยชน์ และเป็นเทคโนโลยีในการเสริมทัพได้ แต่อย่าปล่อยให้มนุษย์ก้าวออกจากความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับ อย่าโยนให้ AI” นายพล เยิร์ค ฟ็อลเมอร์ อดีตผู้บัญชาการอาวุโสของ NATO กล่าวกับผู้แทน



