สังคมไทยกำลังกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งถึง ‘กฎหมายควบคุมอาวุธปืนในประเทศไทยว่าเข้มงวดจริงๆ แล้วหรือ?’ เพราะพักหลังๆ มานี้ เรามักได้ยินข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืน หรือแม้กระทั่งเหตุกราดยิงเกิดขึ้นบ่อยครั้งอย่างน่าสะเทือนใจ ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดคือ ผู้ก่อเหตุหลายครั้งกลับเป็นเพียงเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เท่านั้น
ปรากฏการณ์เหล่านี้บีบให้สังคมต้องหันมาทบทวนร่วมกันว่า “ประเทศไทยปล่อยให้พลเรือนทั่วไปเข้าถึงและครอบครองอาวุธปืนได้ง่ายดายเกินไปหรือไม่?”
แต่ที่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และจีน ไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่จัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างเด็ดขาดด้วยการใช้ระบบกฎหมายที่เข้มงวดขั้นสูงสุดถึงขนาดที่พลเรือนแทบจะไม่มีโอกาสเข้าถึงอาวุธปืนได้เลย ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่าพวกเขาทำอย่างไรจึงสามารถควบคุมความปลอดภัยในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-‘Arms Offences Act’ กฎหมายควบคุมอาวุธปืนของสิงคโปร์ที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก-

สิงคโปร์มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘กฎหมายควบคุมปืนที่เฉียบขาดและน่าเกรงขามที่สุดในโลก’ ภายใต้กฎหมาย ‘Arms Offences Act’ หรือพระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับอาวุธ 1973 ซึ่งกำหนดบทลงโทษขั้นเด็ดขาดและรุนแรงต่อการครอบครอง พกพา หรือใช้อาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย
มีบทลงโทษครอบคลุมตั้งแต่โทษจำคุกและการโบย ไปจนถึงโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ที่ใช้หรือพยายามใช้อาวุธปืนในการก่ออาชญากรรม
รัฐบาลสิงคโปร์ตัดโอกาสในการเข้าถึง หรือครอบครองอาวุธปืนของพลเรือนอย่างถอนรากถอนโคน โดยผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้ปืนได้มีเพียงสมาชิกชมรมยิงปืนที่จดทะเบียนถูกต้องเพื่อการกีฬาเท่านั้น แต่กฎหมายบังคับให้ต้องฝากอาวุธพร้อมเครื่องกระสุนทั้งหมดไว้ที่สนามยิงปืนของสโมสรเท่านั้น และห้ามนำปืนกลับไปเก็บไว้ที่บ้าน หรือพกพาออกมาในพื้นที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรอย่างเด็ดขาด
ภายใต้บทบัญญัติอันเด็ดขาดของกฎหมายสิงคโปร์ “การมีอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และจะต้องถูกลงทัณฑ์ด้วยการโบยอย่างน้อย 6 ครั้งพ่วงไปด้วย” กฎหมายระบุ
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลสิงคโปร์ยังกำหนดโทษขั้นสูงสุดไว้ว่า “หากผู้ใดใช้อาวุธปืนหรือพยายามใช้เพื่อก่อเหตุอาชญากรรม จะต้องระวางโทษประหารชีวิตด้วยการ ‘แขวนคอ’ โดยทันที ซึ่งความเด็ดขาดของกฎหมายนี้จะบังคับใช้ในทันทีที่มีการใช้อาวุธ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้นเลยแม้แต่คนเดียว”
-กฎหมายควบคุมอาวุธปืนและดาบปี 1958 ของญี่ปุ่น-

ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการครอบครองอาวุธ ‘ต่ำที่สุด’ ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยยึดหลักเกณฑ์พื้นฐานภายใต้กฎหมายควบคุมอาวุธปืนและดาบปี 1958 (Firearms and Swords Control Law) ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดครอบครองอาวุธปืนหรือดาบโดยเด็ดขาด” ส่งผลให้พลเรือนทั่วไปไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของปืนพกหรือปืนสั้นทุกชนิดอย่างสิ้นเชิง
กฎหมายจะผ่อนปรนให้เฉพาะปืนลูกซอง ปืนไรเฟิลสำหรับล่าสัตว์ หรือปืนลมเพื่อการกีฬาและกำจัดศัตรูพืชเท่านั้น ทว่าผู้ที่ต้องการครอบครองจะต้องขอใบอนุญาตซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยาวนานและเข้มงวดอย่างมาก :
- เริ่มต้นจากการเข้าคอร์สอบรมภาคทฤษฎีและสอบข้อเขียนให้ผ่าน
- จากนั้นต้องเข้ารับการทดสอบทางจิตเวชที่โรงพยาบาลเพื่อยืนยันความพร้อมทางอารมณ์ ควบคู่ไปกับการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมอย่างละเอียด ตรวจเช็กพฤติกรรมเชิงลึก สถานะทางการเงิน หนี้สิน ตลอดจนความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพลมืด หรือยากูซ่า
- เมื่อผ่านเกณฑ์จนได้ครอบครองอาวุธแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการควบคุมที่รัดกุมต่อเนื่อง โดยผู้ครอบครองจะต้องจัดเก็บปืนและเครื่องกระสุนแยกออกจากกันในตู้เหล็กนิรภัยที่ล็อกอย่างแน่นหนา พร้อมทั้งต้องแจ้งพิกัดตำแหน่งของตู้เก็บอาวุธดังกล่าวให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบอย่างละเอียด ซึ่งตำรวจจะเดินทางมาตรวจค้นและตรวจสอบความปลอดภัยถึงภายในบ้านพักเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธปืนหลุดรอดไปสร้างความไม่ปลอดภัยในสังคม
- ผู้ครอบครองจะต้องเข้ารับการทดสอบเพื่อต่ออายุใบอนุญาตใหม่ในทุกๆ 3 ปี
ความเด็ดขาดของกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องของอาวุธปืนเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปควบคุม ‘ดาบและของมีคม’ ทุกประเภทอย่างจริงจัง โดยกฎหมาย “สั่งห้ามไม่ให้บุคคลใดพกพามีดที่มีความยาวใบมีดเกินกว่า 6 เซนติเมตรไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุผลความจำเป็นอันสมควร แม้กระทั่งการเก็บมีดทำครัวไว้ในช่องเก็บของหน้ารถยนต์ หรือการพกพามีดพับขนาดเล็กโดยไม่มีเจตนาร้าย ก็อาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวและดำเนินคดีได้อย่างง่ายดาย”
สำหรับดาบซามูไรโบราณหรือดาบคาตานะ (Katana) จะถูกจำกัดสิทธิ์ให้ครอบครองได้เฉพาะในฐานะ ‘วัตถุโบราณหรือศิลปวัตถุ’ ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับกระบวนการอนุมัติของกระทรวงวัฒนธรรมญี่ปุ่นเท่านั้น และต้องเป็นดาบที่ตีขึ้นด้วยมือโดยช่างตีดาบที่ได้รับใบอนุญาตตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม ห้ามมิให้มีการครอบครองดาบซามูไรที่ผลิตด้วยระบบอุตสาหกรรม หรือเครื่องจักรโดยเด็ดขาด
หากพลเรือนครอบครองอาวุธปืนพกสั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ขั้นร้ายแรงที่สุด ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และหากมีการครอบครองปืนพกสั้นพร้อมกันตั้งแต่ 2 กระบอกขึ้นไป โทษจำคุกจะถูกเพิ่มขึ้นเป็น 1-15 ปีทันวที
ขณะเดียวกัน การครอบครองอาวุธปืนประเภทอื่นที่กฎหมายผ่อนปรนให้ขออนุญาตได้ เช่น ปืนลูกซอง หรือปืนเพื่อการล่าสัตว์ หากลักลอบครอบครองโดยไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง จะต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 เยน (ราว 2.08 แสนบาท) ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ใดฝ่าฝืนด้วยการใช้อาวุธปืนยิงในที่สาธารณะหรือชุมชน จะต้องเผชิญกับโทษทัณฑ์ที่หนักหนาสาหัส ตั้งแต่โทษจำคุกอย่างต่ำ 3 ปีขึ้นไป จนถึงโทษจำคุกตลอดชีวิต
ด้วยโครงสร้างทางกฎหมายที่รัดกุมและบทลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นจำคุกหลายปีนี้เอง ทำให้อัตราการครอบครองอาวุธปืนของประชากรญี่ปุ่นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% และส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีดัชนีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลก โดยมีสถิติคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญและการเสียชีวิตจากอาวุธปืน ‘ต่ำจนเกือบเป็นศูนย์’ ในแต่ละปี
-กฎหมายอาญามาตรา 128 สุดโหดของจีน-

ประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่มีระเบียบข้อบังคับและมาตรการควบคุมอาวุธปืนสุดเข้มงวด โดยยึดหลักเกณฑ์ขั้นเด็ดขาดที่ “สั่งห้ามมิให้พลเรือนทั่วไปครอบครอง พกพา หรือเข้าถึงอาวุธปืนและเครื่องกระสุนทุกชนิดโดยเด็ดขาด”
กฎหมายของจีนอนุญาตให้มีข้อยกเว้นน้อยมาก เช่น กลุ่มนายพรานในพื้นที่ล่าสัตว์ที่กำหนด หรือชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มเพื่อการปกป้องวิถีชีวิตดั้งเดิม ทว่าต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและขึ้นทะเบียนกับรัฐอย่างเข้มงวด
ภายใต้กฎหมายอาญามาตรา 128 (Criminal Law Article 128) ของจีน ระบุไว้ว่า “ผู้ใดที่ลักลอบครอบครองหรือซ่อนเร้นอาวุธปืนรวมถึงเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาตในกรณีทั่วไป จะต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี หรือถูกควบคุมตัวทางอาญา แต่หากเป็นพฤติการณ์ขั้นร้ายแรง เช่น มีการครอบครองอาวุธปืนเป็นจำนวนหลายกระบอก หรือมีเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองเป็นจำนวนมาก โทษจำคุกจะถูกยกระดับเพิ่มขึ้นเป็นตั้งแต่ 3-7 ปีทันที”
ยิ่งไปกว่านั้นหากพฤติกรรมดังกล่าวขยายขอบเขตไปถึงการลักลอบผลิต (ซึ่งรวมถึงการดัดแปลงหรือประกอบปืนขึ้นเอง) การซื้อขาย การลักลอบนำเข้า-ส่งออก หรือการขนส่งอาวุธปืน กฎหมายจีนจะถือว่าเป็น ‘ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะอย่างร้ายแรง’ โดยผู้กระทำความผิดจะต้องเผชิญโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี
หากสถานการณ์นั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างหรือเป็นเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ โทษทัณฑ์จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โทษจำคุกตลอดชีวิต หรือมีโทษสูงสุดถึงขั้น ‘ประหารชีวิต’
ความน่ากลัวและเข้มงวดของกฎหมายจีนยังครอบคลุมไปถึง ‘สิ่งเทียมอาวุธปืน’ (Imitation Firearms) เช่น ปืนบีบีกัน ปืนอัดลม หรือปืนของเล่นทั่วไป อย่างจริงจัง บุคคลทั่วไปที่แอบครอบครองก็ถือเป็น ‘ความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง’ เช่นกัน
กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานทางเทคนิคไว้อย่างเข้มงวดว่า “หากสิ่งเทียมอาวุธปืนใดๆ มีพลังงานจลน์ส่วนปลายลำกล้อง (Muzzle Kinetic Energy) ตั้งแต่ 1.8 จูลต่อตารางเซนติเมตรขึ้นไป สิ่งนั้นจะถูกตีความและเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายให้กลายเป็น ‘อาวุธปืนจริง’ ทันที ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่ซื้อ ขาย หรือครอบครองปืนของเล่นที่มีความแรงเกินเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอุกฉกรรจ์และรับโทษจำคุกเสมือนกับการครอบครองปืนสงครามจริง โดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องการรู้เท่าไม่ถึงการณ์”
ด้วยเหตุนี้ มาตรการทางกฎหมายที่รัดกุมรอบด้านประกอบกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่เฉียบขาดและระบบการตรวจจับที่ทันสมัย จึงทำให้จีนเป็นประเทศที่มีอัตราคดีอาชญากรรมที่เกิดจากอาวุธปืนสะเทือนขวัญในระดับที่ ‘ต่ำมากที่สุด’ แห่งหนึ่งของโลก





