เป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนมกราคมที่ ‘สภาเศรษฐกิจโลก’ หรือ World Economic Forum - WEF จะจัดประชุมที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนไอเดียข้อคิดเห็นในด้านต่างๆ ของบรรดาผู้นำองค์กรหรือบุคคลสำคัญจากหลายแวดวงตั้งแต่ภาคการเมือง ถึงภาคธุรกิจ
WEF 2023 ปีนี้จัดขึ้นระหว่าง 16-20 มกราคม ภายใต้หัวข้อง ‘ความร่วมมือในโลกที่กระจัดกระจาย’ หรือ ‘Cooperation in a fragmented world’ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาและความร่วมมือทั้งรัฐและเอกชน จัดการความท้าทายหลายประการอย่างเร่งด่วน ทั้งส่งเสริมให้ผู้นำโลกทำงานร่วมมือกันในด้านต่างๆ ที่ยังเป็นปัญหาทั้งพลังงาน ภูมิอากาศ ธรรมชาติ การลงทุน การค้า เทคโนโลยี ตลอดจนภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกแบ่งออกเป็นหลายขั้ว
แต่ละปี WEF ก็จะมีธีมงานที่แตกต่างกันไป และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ของแต่ละปีคือ มักเกิดข้อถกเถียง ข้อวิจารณ์ มากมายที่เกิดขึ้นบนเวทีแห่งนี้ ไล่ตั้งแต่ ศาสตราจารย์เคลาส์ ชวาบ (Klaus Schwab) ผู้ก่อตั้ง ไปจนถึงบทบาทของเวทีนี้ว่ามีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาโลกแค่ไหน หรือเป็นแค่เวทีไว้ให้บรรดาเศรษฐีซึ่งมีเพียง 1% ไว้สร้างคอนเนคชันเพื่อกอบโกยความมั่งคั่ง
สำหรับเวที WEF ถูกก่อตั้งมากนานมากตั้งแต่ 1971 โดยนักเศรษฐศาสตร์ย์ชื่อดังชาวสวิส-เยอรมัน ศ.เคลาส์ ชวาบ เพื่อเป็นเวทีสำหรับส่งเสริมความร่วมมือระดับโลกในหลายด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และแก้ปัญหาสังคม
แม้โดยคอนเซปต์จะฟังดูดี ก็มีคำถามว่าเหตุใดจึงต้องจัดที่เมืองดาวอส ในแคว้นเกราบึนเดินของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีลักษณะเป็นสกีรีสอร์ตอันหรูหราของบรรดามหาเศรษฐีระดับชนชั้นนำ หากต้องการจะแก้ปัญหาระดับโลก
แนวคิดของการเลือกเมืองดาวอสเป็นที่จัดประชุม ศ.ชวาบ ได้แนวคิดจากนวนิยายเรื่อง Der Zauberberg (The Magic Mountain) ของโธมัส มานน์ ที่ให้ภาพทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขาแอลป์ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและผ่อนคลาย ที่ซึ่งผู้คนสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเพื่อฟื้นฟูและเติมพลังให้กับจิตใจ
ชวาบต้องการให้ผู้เข้าร่วม European Management Symposium (ชื่อเดิม) รู้สึกผ่อนคลายพอที่จะพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่ยังคงรักษาความสนิทสนมกันในจุดประสงค์และยังคงเคารพซึ่งกันและกัน สิ่งนี้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Davos Spirit’ ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่ WEF ยึดถือมาโดยตลอด
ปัจจุบันมีองค์กรเอกชนที่เป็นสมาชิกของ WEF ราว 1,000 แห่ง ซึ่งต้องจ่ายเงินค่าสมาชิก รายปี 52,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับสมาชิกรายบุคคล 263,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ ‘พันธมิตรอุตสาหกรรม’ และ 527,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ ‘พันธมิตรเชิงกลยุทธ์’ และบริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นเอกชนแถวหน้าสุดของทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก มีมูลค่าธุรกิจรวมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐสหรัฐ
ขณะที่บุคคลทั่วไปก็ต้องจ่าย 19,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หากสนใจจะเข้าร่วมวงสนทนา
WEF 2023 ปีนี้จัดขึ้นระหว่าง 16-20 มกราคม ภายใต้หัวข้อง ‘ความร่วมมือในโลกที่กระจัดกระจาย’ หรือ ‘Cooperation in a fragmented world’ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาและความร่วมมือทั้งรัฐและเอกชน จัดการความท้าทายหลายประการอย่างเร่งด่วน ทั้งส่งเสริมให้ผู้นำโลกทำงานร่วมมือกันในด้านต่างๆ ที่ยังเป็นปัญหาทั้งพลังงาน ภูมิอากาศ ธรรมชาติ การลงทุน การค้า เทคโนโลยี ตลอดจนภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกแบ่งออกเป็นหลายขั้ว
แต่ละปี WEF ก็จะมีธีมงานที่แตกต่างกันไป และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ของแต่ละปีคือ มักเกิดข้อถกเถียง ข้อวิจารณ์ มากมายที่เกิดขึ้นบนเวทีแห่งนี้ ไล่ตั้งแต่ ศาสตราจารย์เคลาส์ ชวาบ (Klaus Schwab) ผู้ก่อตั้ง ไปจนถึงบทบาทของเวทีนี้ว่ามีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาโลกแค่ไหน หรือเป็นแค่เวทีไว้ให้บรรดาเศรษฐีซึ่งมีเพียง 1% ไว้สร้างคอนเนคชันเพื่อกอบโกยความมั่งคั่ง
สำหรับเวที WEF ถูกก่อตั้งมากนานมากตั้งแต่ 1971 โดยนักเศรษฐศาสตร์ย์ชื่อดังชาวสวิส-เยอรมัน ศ.เคลาส์ ชวาบ เพื่อเป็นเวทีสำหรับส่งเสริมความร่วมมือระดับโลกในหลายด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และแก้ปัญหาสังคม
แม้โดยคอนเซปต์จะฟังดูดี ก็มีคำถามว่าเหตุใดจึงต้องจัดที่เมืองดาวอส ในแคว้นเกราบึนเดินของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีลักษณะเป็นสกีรีสอร์ตอันหรูหราของบรรดามหาเศรษฐีระดับชนชั้นนำ หากต้องการจะแก้ปัญหาระดับโลก
แนวคิดของการเลือกเมืองดาวอสเป็นที่จัดประชุม ศ.ชวาบ ได้แนวคิดจากนวนิยายเรื่อง Der Zauberberg (The Magic Mountain) ของโธมัส มานน์ ที่ให้ภาพทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขาแอลป์ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและผ่อนคลาย ที่ซึ่งผู้คนสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเพื่อฟื้นฟูและเติมพลังให้กับจิตใจ
ชวาบต้องการให้ผู้เข้าร่วม European Management Symposium (ชื่อเดิม) รู้สึกผ่อนคลายพอที่จะพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่ยังคงรักษาความสนิทสนมกันในจุดประสงค์และยังคงเคารพซึ่งกันและกัน สิ่งนี้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Davos Spirit’ ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่ WEF ยึดถือมาโดยตลอด
ปัจจุบันมีองค์กรเอกชนที่เป็นสมาชิกของ WEF ราว 1,000 แห่ง ซึ่งต้องจ่ายเงินค่าสมาชิก รายปี 52,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับสมาชิกรายบุคคล 263,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ ‘พันธมิตรอุตสาหกรรม’ และ 527,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ ‘พันธมิตรเชิงกลยุทธ์’ และบริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นเอกชนแถวหน้าสุดของทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก มีมูลค่าธุรกิจรวมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐสหรัฐ
ขณะที่บุคคลทั่วไปก็ต้องจ่าย 19,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หากสนใจจะเข้าร่วมวงสนทนา

‘Davos Man’ เวทีรวมอีลีตธุรกิจ?
ด้วยความที่เป็นแหล่งรวมของบรรดามหาเศรษฐี คนรวย หรือบรรดาเหล่าอีลีตทางธุรกิจ ทำปฏิเสธไม่ได้ถึงคำถามว่าเวทีนี้มีไว้ให้แก้ปัญหา หรือสร้างคอนเนคชันด้านความมั่งคั่ง เมื่อไม่กี่ปีก่อน มีหนังสือเรื่อง Davos Man: How the Billionaires Devoured the World เขียนโดย ซามูเอล เอช. ฮันทิงตัน (Samuel H. Huntington) นักรัฐศาสตร์สหรัฐฯ เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า ‘Davos Man’ ซึ่งให้คำนิยามว่าเป็นกลุ่มคนที่อาศัยเวทีแห่งนี้สร้างคอนเน็กชันความมั่งคั่งให้กับตนเองจากเศรษฐกิจแบบโลกกาภิวัตน์พูดง่ายๆ คือกลุ่มคนที่อยู่ระดับบนของพีรามิดแห่งความมั่งคั่งทั่วโลกซึ่งมีเพียง 1% มาจับกลุ่มพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา (หรือโน้มน้าวทิศทางเศรษฐกิจ) ของโลก
หนังสือนี้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความย้อนแย้งหลายประการของเวที WEF ตั้งแต่หัวข้อของการหารือในแต่ละปี กลุ่มคนที่มาร่วมงาน ตลอดจนผลลัพธ์ของเวทีนี้ว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาทั่วโลกได้มากน้อยเพียงใด
ฮันทิงตันยังตั้งข้อสังเกตว่าแม้แต่ตัวศ.ชวาบ เองก็มีความย้อนแย้งในบ้างเรื่องเช่นกัน ตัวอย่างเมื่อปี 2013 ชวาบเคยวิพากษ์วิจารณ์บรรดาซีอีโอองค์กรขนาดใหญ่ว่า กลุ่มผู้บริหารที่ได้รับเงินเดือนสูงเกินไปนั้น ‘ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมอีกต่อไป’ แต่ศ.ชวาบ ก็มีเงินรายได้จากการดำรงตำแหน่างต่างๆ ไม่น้อยกว่า 1 ล้านฟรังก์สวิส
ในตอนนั้นทาง WEF ออกมาชี้แจงว่า ศ.ชวาบ ในฐานะผู้ก่อตั้งได้ใช้บทบาทของเขาในการทำสาธารณประโยชน์มากมาย ตลอดจนบริจาคต่อมูลนิธิต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทว่าภายหลัง SRF สื่อท้องถิ่นสวิตเซอร์แลนด์ได้ขุดคุ้ยว่า WEF ไม่ได้จ่ายภาษีของรัฐบาลกลางใดๆ อีกทั้ง WEF ยังเคยถูกสื่อในเยอรมนี ขุดคุ้ยว่ารายงานการเงินของ WEF ไม่มีความโปร่งใส่เพราะไม่ได้มีการชี้แจงค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน แถมยังตั้งข้อสังเกตว่า ศ.ชวาบ มีความมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้นจากการ WEF ได้ทำสัญญามูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐกับบริษัทเอกชนหลายแห่ง ซึ่งทำให้บริษัทเหล่านั้นมีมูลค่าหุ้นสูงขึ้น
นอกจากประเด็นเรื่องการเงิน เวที WEF ยังถูกนักวิเคราะห์บางคนมองว่า ไม่ต่างจากสถาบันทางการเมือง ในการให้สัมภาษณ์เมื่อ 2017 ชวาบเคยกล่าวถึงประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียว่า เคยเป็นหนึ่งใน Young Global Leaders ที่ World Economic Forum ภาคภูมิใจ เช่นเดียวกับการกล่าวถึง นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา และอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี ก็ล้วนเป็น Young Global Leaders เช่นกัน “ครั้งหนึ่งผมเข้าไปในงานเลี้ยงรับรองของทรูโด และได้พบว่าครึ่งหนึ่งของคณะรัฐมนตรี แท้จริงแล้วเคยเป็น Young Global Leaders ของพวกเรา” ซึ่งเป็นโครงฝึกผู้นำรุ่นใหม่สำหรับโลกโลกาภิวัตน์
นี่ยังไม่นับรวมความย้อนแย้งจากกรณีที่ WEF ชูประเด็นสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมสีเขียว แต่บรรดาผู้นำธุรกิจกลับนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวไปร่วมประชุม ซึ่งปล่อยมลพิษรวมกันไม่แพ้เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่

WEF เวทีแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษของ WEF แม้จะเต็มไปด้วยข้อถกเถียงและทฤษฎีสมคบคิดหลายประการ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ก็มีไอเดียและผลลัพธ์อันประสบความสำเร็จมากมายจากการพูดคุยของบรรดาอีลีตธุรกิจบนเวทีแห่งนี้ อาทิ ในการประชุมปี 1988 ผู้แทนจากตุรกีและกรีซร่วมลงนามสนธิสัญญา Davos Declaration เพื่อยุติความขัดแย้งของสองชาติเช่นเดียวกับปี 1994 การพูดคุยของผู้แทนจาก 3 ชาติอเมริกาเหนือ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ได้ผลักดันให้เกิดข้อตกลงด้านเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA หรือปี 2000 ที่ UNICEF มูลนิธิบิลแอนด์เมลินดา เกตส์ และองค์การอนามัยโลก จัดตั้ง องค์กร GAVI หรือ Global Alliance for Vaccines and Immunisation เพื่อจัดหาและแบ่งปันวัคซีนแก่ผู้ด้อยโอกาสในชาติกำลังพัฒนา ซึ่งภายหลังที่โลกเผชิญการระบาดของโควิด-19 องค์กร GAVI ถือว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้หลายชาติยากจน เข้าถึงวัคซีนโควิดอย่างเท่าเทียม
แม้เวที WEF จะเต็มไปด้วยข้อวิจารณ์ หรือประสบความสำเร็จ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า หรือปัจจุบันเวทีนี้ในเมืองดาวอส อาจจะกำลังสิ้นมนต์ขลังแล้ว เพราะเป็นที่สังเกตว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรรดาผู้นำโลกไม่ได้ให้ความสำคัญมาร่วมวงในเวทีนี้มากเหมือนช่วงต้นปี 2000 สวนทางกับบรรดาภาคธุรกิจที่ยังคงเป็นสมาชิกเดินทางมาร่วมวงหารืออย่างเหนี่ยวแน่น
บางทีหากมองในแง่ดี การที่บรรดาผู้นำชาติมหาอำนาจไม่ได้ให้ความสนใจเดินทางมาร่วมวง อาจเพราะภารกิจที่ยุ่งหลายเรื่อง หรืออาจเพราะมีเวทีวงอื่นให้บรรดาผู้นำโลกพูดคุยกันอยู่แล้วทั้ง G7, G20 หรือ APEC
ในทางหนึ่งอาจสะท้อนได้ว่า ผู้นำระดับโลกไม่ได้มองว่าเวทีนี้เหมาะกับการหารือเรื่องกิจการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกต่อไปแล้ว ขณะที่ ศ.ชวาบ ซึ่งอายุปาเข้าไป 87 ปี ก็ไม่ชัดเจนว่าหากแกเสียชีวิตขึ้นมา ทิศทางและอนาคตของ WEF เวทีนี้จะเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาภาพลักษณ์ภาพจำของ WEF ก็คือ ศ.ชวาบ



