นักวิทยาศาสตร์พบว่าเศษซากของไวรัสโบราณที่สืบทอดจากบรรพบุรุษรุ่นต่อรุ่นนับล้านปีในดีเอ็นเอของมนุษย์สามารถช่วยร่างกายของเราต่อสู้กับมะเร็งได้
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันฟรานซิสคริคศึกษามะเร็งปอดซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งอันดับต้นๆ ของโลก เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดผู้ป่วยบางคนจึงตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดได้ดีกว่า
การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า ซากของเซลล์เก่าที่สงบนิ่งอยู่สามารถถูกเซลล์มะเร็งกระตุ้นให้กลับมามีชีวิตชีวาได้ ซึ่งกระบวนการนี้กลับช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเซลล์มะเร็งได้โดยไม่ได้ตั้งใจ
จากการเฝ้าดูกิจกรรมของเซลล์ภูมิคุ้มกันในหนูทดลองที่มีมะเร็งปอดและในตัวอย่างเนื้องอกมะเร็งปอดของมนุษย์ นักวิจัยพบว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ผลิตแอนติบอดีที่ชื่อว่าบีเซลล์มีส่วนช่วยในการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งปอดด้วยการผลิตแอนติบอดีออกมาล้อมรอบเนื้องอก
และเมื่อดูที่เป้าหมายของการตอบสนองนี้ นักวิทยาศษสตร์พบว่า แอนติบอดีจะตอบสนองต่อโปรตีนที่ดีเอ็นเอของไวรัสโบราณที่ชื่อว่า เอนโดรจีนัส รีโทรไวรัส (ERVs) ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ในจีโนมของมนุษย์ราว 5% และตกทอดมาจากการติดเชื้อในอดีตของบรรพบุรุษของพวกเรา
โดยปกติแล้วในเนื้อเยื่อที่สุขภาพดีส่วนใหญ่ยีนของไวรัสนี้จะอยู่อย่างสงบๆ แต่หากเราเป็นมะเร็งยีนนี้จะถูกปลุกขึ้นมา
จูเลียน ดาวน์เวิร์ด รองผู้อำนวยการการวิจัยและหัวหน้าห้องวิจัยชีววิทยามะเร็งของสถาบันฟรานซิสคริคเผยว่า “หากวิจัยเพิ่มขึ้นเราสามารถกระตุ้นกิจกรรมของบีเซลล์ในแนวทางที่ตรงเป้าหมายสำหรับผู้ป่วยที่มีโอกาสตอบสนองน้อย”
ส่วนจอร์จ แคสสิโอทิส หัวหน้าห้องวิจัยด้านภูมิคุ้มกันวิทยารีโทรไวรัสของสถาบันฟรานซิสคริคเผยว่า “ERVs ซุกซ่อนอยู่ในจีโนมของมนุษย์ในรูปแบบของไวรัสฟุตปรินต์มาเป็นพันๆ ล้านๆ ปี ดังนั้นมันจึงน่าทึ่งมากที่จะบอกว่าโรคของบรรพบุรุษของราอาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาโรคในปัจจุบัน หากมีการวิจัยเพิ่มขึ้น เราอาจพัฒนาวัคซีนรักษามะเร็งที่ทำจากยีนของ ERV ที่ถูกกระตุ้นเพื่อกระตุ้นการผลิตแอนติบอดีในจุดที่เป็นมะเร็งของผู้ป่วยและปรับปรุงผลลัพธ์ของการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด”
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันฟรานซิสคริคศึกษามะเร็งปอดซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งอันดับต้นๆ ของโลก เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดผู้ป่วยบางคนจึงตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดได้ดีกว่า
การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า ซากของเซลล์เก่าที่สงบนิ่งอยู่สามารถถูกเซลล์มะเร็งกระตุ้นให้กลับมามีชีวิตชีวาได้ ซึ่งกระบวนการนี้กลับช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเซลล์มะเร็งได้โดยไม่ได้ตั้งใจ
จากการเฝ้าดูกิจกรรมของเซลล์ภูมิคุ้มกันในหนูทดลองที่มีมะเร็งปอดและในตัวอย่างเนื้องอกมะเร็งปอดของมนุษย์ นักวิจัยพบว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ผลิตแอนติบอดีที่ชื่อว่าบีเซลล์มีส่วนช่วยในการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งปอดด้วยการผลิตแอนติบอดีออกมาล้อมรอบเนื้องอก
และเมื่อดูที่เป้าหมายของการตอบสนองนี้ นักวิทยาศษสตร์พบว่า แอนติบอดีจะตอบสนองต่อโปรตีนที่ดีเอ็นเอของไวรัสโบราณที่ชื่อว่า เอนโดรจีนัส รีโทรไวรัส (ERVs) ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ในจีโนมของมนุษย์ราว 5% และตกทอดมาจากการติดเชื้อในอดีตของบรรพบุรุษของพวกเรา
โดยปกติแล้วในเนื้อเยื่อที่สุขภาพดีส่วนใหญ่ยีนของไวรัสนี้จะอยู่อย่างสงบๆ แต่หากเราเป็นมะเร็งยีนนี้จะถูกปลุกขึ้นมา
จูเลียน ดาวน์เวิร์ด รองผู้อำนวยการการวิจัยและหัวหน้าห้องวิจัยชีววิทยามะเร็งของสถาบันฟรานซิสคริคเผยว่า “หากวิจัยเพิ่มขึ้นเราสามารถกระตุ้นกิจกรรมของบีเซลล์ในแนวทางที่ตรงเป้าหมายสำหรับผู้ป่วยที่มีโอกาสตอบสนองน้อย”
ส่วนจอร์จ แคสสิโอทิส หัวหน้าห้องวิจัยด้านภูมิคุ้มกันวิทยารีโทรไวรัสของสถาบันฟรานซิสคริคเผยว่า “ERVs ซุกซ่อนอยู่ในจีโนมของมนุษย์ในรูปแบบของไวรัสฟุตปรินต์มาเป็นพันๆ ล้านๆ ปี ดังนั้นมันจึงน่าทึ่งมากที่จะบอกว่าโรคของบรรพบุรุษของราอาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาโรคในปัจจุบัน หากมีการวิจัยเพิ่มขึ้น เราอาจพัฒนาวัคซีนรักษามะเร็งที่ทำจากยีนของ ERV ที่ถูกกระตุ้นเพื่อกระตุ้นการผลิตแอนติบอดีในจุดที่เป็นมะเร็งของผู้ป่วยและปรับปรุงผลลัพธ์ของการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด”




