ทันทีที่คู่ขัดแย้งในสงครามการสู้รบในซูดานที่สร้างความวุ่นวายแก่หลายประเทศได้แก่กองทัพบกซูดาน (SAF) กับกองกำลังกึ่งทหาร RSF (Rapid Support Forces) ประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 3 วัน เริ่มตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 24 เม.ย. หลังเจรจาร่วมกันอย่างตึงเครียดนาน 48 ชั่วโมง อังกฤษก็เริ่มใช้ปฏิบัติการดันเคิร์กอพยพผู้คนจำนวนมากออกจากแดนมิคสัญญีซูดานทันที โดยกองกำลังทหารของอังกฤษเข้าไปช่วยอพยพคน โดยมีพันธมิตรสำคัญอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และซาอุดีอาระเบียให้ความช่วยเหลือ
‘ดันเคิร์ก’ เป็นชื่อปฏิบัติการอพยพทหารฝ่ายสัมพันธมิตรจากหาดและท่าเรือดันเคิร์ก หรือเดิงแกร์ก ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 27 พ.ค. ถึงเช้ามืดของวันที่ 4 มิ.ค. 1940 เพราะหน่วยทหารอังกฤษ ฝรั่งเศส และเบลเยียม ถูกกองทัพเยอรมันตัดขาดระหว่างยุทธการที่เดิงแกร์กในสงครามโลกครั้งที่ 2 และนายกรัฐมนตรีริชี ซูนัค ของอังกฤษพิจารณาแนวทางในการอพยพพลเมืองที่ติดอยู่ในซูดาน 4,000 คน ออกจากซูดานผ่านปฏิบัติการนี้
อังกฤษไม่มีทหารประจำการอยู่ในซูดาน และได้รับความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส เยอรมนี และซาอุดีอาระเบีย ที่จัดการอพยพคนหลายร้อยเที่ยว ในจำนวนนี้รวมทั้งชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งที่ติดอยู่ท่ามกลางการสู้รบ ทำให้ซูนัคถูกวิจารณ์ที่ล้มเหลวในการคุ้มครองครอบครัวพลเมืองที่หวาดกลัวที่ติดอยู่ท่ามกลางสู้รบ ท่ามกลางการขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และไฟฟ้า
หลังจากแผนอพยพคนได้รับการอนุมัติ หน่วยรบพิเศษทางอากาศแห่งกองทัพอังกฤษ (Special Air Service) หรือ SAS ต้องทำงานแข่งกับเวลา เริ่มด้วยการที่ทหารอังกฤษเข้าไปที่เมืองพอร์ต ซูดาน ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างมั่นคงทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ในภารกิจสอดแนมเพื่อช่วยเหลือพลเรือนของอังกฤษที่ยังอยู่ในกรุงคาร์ทูม พวกเขาจะต้องใช้โอกาสในช่วงหยุดยิง 3 วันนี้ เดินทางไปให้ถึงเรือของกองทัพเรืออังกฤษ 2 ลำ ที่อยู่ระหว่างเส้นทางไปพอร์ต ซูดาน
ภายใต้ปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งนี้ อังกฤษได้ถอนนักการทูตและครอบครัวออกมาด้วย โดยอยู่ในกลุ่มที่มีอยู่ราว 30 ชีวิต และได้รับการคุ้มกันโดย SAS จากกรุงคาร์ทูมไปยังฐานทัพอากาศ ที่อยู่ห่างไปทางเหนือประมาณ 20 ไมล์ ตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ (23 เม.ย.) โดยพวกเขาถูกพาขึ้นเครื่องบินของกองทัพอากาศไปยังฐานทัพของอังกฤษในไซปรัส
‘ดันเคิร์ก’ เป็นชื่อปฏิบัติการอพยพทหารฝ่ายสัมพันธมิตรจากหาดและท่าเรือดันเคิร์ก หรือเดิงแกร์ก ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 27 พ.ค. ถึงเช้ามืดของวันที่ 4 มิ.ค. 1940 เพราะหน่วยทหารอังกฤษ ฝรั่งเศส และเบลเยียม ถูกกองทัพเยอรมันตัดขาดระหว่างยุทธการที่เดิงแกร์กในสงครามโลกครั้งที่ 2 และนายกรัฐมนตรีริชี ซูนัค ของอังกฤษพิจารณาแนวทางในการอพยพพลเมืองที่ติดอยู่ในซูดาน 4,000 คน ออกจากซูดานผ่านปฏิบัติการนี้
อังกฤษไม่มีทหารประจำการอยู่ในซูดาน และได้รับความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส เยอรมนี และซาอุดีอาระเบีย ที่จัดการอพยพคนหลายร้อยเที่ยว ในจำนวนนี้รวมทั้งชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งที่ติดอยู่ท่ามกลางการสู้รบ ทำให้ซูนัคถูกวิจารณ์ที่ล้มเหลวในการคุ้มครองครอบครัวพลเมืองที่หวาดกลัวที่ติดอยู่ท่ามกลางสู้รบ ท่ามกลางการขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และไฟฟ้า
หลังจากแผนอพยพคนได้รับการอนุมัติ หน่วยรบพิเศษทางอากาศแห่งกองทัพอังกฤษ (Special Air Service) หรือ SAS ต้องทำงานแข่งกับเวลา เริ่มด้วยการที่ทหารอังกฤษเข้าไปที่เมืองพอร์ต ซูดาน ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างมั่นคงทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ในภารกิจสอดแนมเพื่อช่วยเหลือพลเรือนของอังกฤษที่ยังอยู่ในกรุงคาร์ทูม พวกเขาจะต้องใช้โอกาสในช่วงหยุดยิง 3 วันนี้ เดินทางไปให้ถึงเรือของกองทัพเรืออังกฤษ 2 ลำ ที่อยู่ระหว่างเส้นทางไปพอร์ต ซูดาน
ภายใต้ปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งนี้ อังกฤษได้ถอนนักการทูตและครอบครัวออกมาด้วย โดยอยู่ในกลุ่มที่มีอยู่ราว 30 ชีวิต และได้รับการคุ้มกันโดย SAS จากกรุงคาร์ทูมไปยังฐานทัพอากาศ ที่อยู่ห่างไปทางเหนือประมาณ 20 ไมล์ ตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ (23 เม.ย.) โดยพวกเขาถูกพาขึ้นเครื่องบินของกองทัพอากาศไปยังฐานทัพของอังกฤษในไซปรัส

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ แถลงว่า บรรดานายพลที่เป็นคู่สงครามในซูดานยอมทำข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมง หลังจากสู้รบกันอย่างหนักหน่วงเป็นเวลา 10 วัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน บาดเจ็บหลายพันคน ทั้งยังทำให้เกิดการอพยพของชาวต่างชาติจำนวนมาก
ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้คนออกมาจากซูดาน ยังเกิดขึ้นหลังจาก ไจลส์ เลฟเวอร์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำซูดาน ปรากฏตัวที่บ้านพักในกรุงลอนดอนเมื่อวันจันทร์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนที่ติดอยู่ที่ซูดานว่า กำลังมีการใช้ความพยายามทุกอย่างในการอพยพพวกเขาไปยังที่ปลอดภัย
ส่วนตัวเขาเองออกจากกรุงคาร์ทูมไปฉลองวันหยุดเทศกาลอีสเตอร์ที่อังกฤษก่อนหน้านี้ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขากลับไปไม่ได้ และต้องใหัความช่วยเหลือจากลอนดอน ทั้งยังยืนยันด้วยว่าได้ทำงานเพื่อคลี่คลายปัญหามานาน 3 เดือนแล้ว ก่อนจะออกเดินทาง และวันหยุดก็ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว ไม่มีการทอดทิ้งสถานทูต เนื่องจากยังมีนักการทูตระดับอาวุโสทำงานอยู่และทำหน้าที่แทนเขา
ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้คนออกมาจากซูดาน ยังเกิดขึ้นหลังจาก ไจลส์ เลฟเวอร์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำซูดาน ปรากฏตัวที่บ้านพักในกรุงลอนดอนเมื่อวันจันทร์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนที่ติดอยู่ที่ซูดานว่า กำลังมีการใช้ความพยายามทุกอย่างในการอพยพพวกเขาไปยังที่ปลอดภัย
ส่วนตัวเขาเองออกจากกรุงคาร์ทูมไปฉลองวันหยุดเทศกาลอีสเตอร์ที่อังกฤษก่อนหน้านี้ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขากลับไปไม่ได้ และต้องใหัความช่วยเหลือจากลอนดอน ทั้งยังยืนยันด้วยว่าได้ทำงานเพื่อคลี่คลายปัญหามานาน 3 เดือนแล้ว ก่อนจะออกเดินทาง และวันหยุดก็ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว ไม่มีการทอดทิ้งสถานทูต เนื่องจากยังมีนักการทูตระดับอาวุโสทำงานอยู่และทำหน้าที่แทนเขา

ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบัน ฝรั่งเศสและเยอรมนี ทำหน้าที่เป็นแนวหน้าในการอพยพพลเมืองชาติตะวันตก ซึ่งฝรั่งเศสยืนยันว่าได้อพยพชาวต่างชาติจำนวนมากออกจากซูดานแล้ว รวมทั้งชาวอังกฤษ ขณะที่กองทัพเยอรมันอพยพประชาชน 311 คน ออกมาแล้วเช่นกัน โดยมีพลเรือนชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งอยู่ในนั้นด้วย
ด้านกองทัพเรือซาอุดีอาระเบียได้ส่งเรือไปช่วยอพยพ ในจำนวนนี้มีชาวอังกฤษรวมอยู่ด้วย 5 คน โดยพวกเขาเดินถึงท่าเรือเจดดาห์ ในทะเลแดงด้วยความปลอดภัย ส่วนเรือรบอังกฤษที่ไปช่วยเหลือมาจากฐานทัพในตะวันออกกลาง คือเรือรบ RFA Cardigan Bay กับ HMS Lancaster
ความขัดแย้งทางการเมืองในซูดานปะทุเป็นความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. จนนำมาสู่วิกฤตด้านมนุษยธรรมในซูดาน หลายพื้นที่ทั่วประเทศเต็มไปด้วยอาคารที่พังเสียหาย ขณะที่ร้านค้าหลายแห่งถูกปล้นสะดมภ์ ความเป็นอยู่ของพลเมืองเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนหลายล้านคนต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อความปลอดภัย ท่ามกลางเสบียงน้ำและอาหารที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆ
แต่ดูเหมือนว่าข้อตกลงหยุดยิงรอบใหม่เป็นเวลา 3 วันในซูดานที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลางยังไม่เป็นผล เพราะยังมีการสู้รบกันของกองทัพซูดาน และกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว
โวลเกอร์ เพอร์เธส ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติ แจ้งต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงว่า การหยุดยิงยังไม่เกิดผลอย่างเต็มที่ ยังคงมีการโจมตีสำนักงานต่างๆ และทั้งสองฝ่ายพยายามแย่งกันยึดครองพื้นที่ มีทั้งการโจมตีทางอากาศ และมีระเบิดในพื้นที่หลายจุดของกรุงคาร์ทูม
นอกจากอันตรายจากการสู้รบแล้ว องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังเตือนด้วยว่า ซูดานมีความเสี่ยงด้านชีวภาพ เนื่องจากมีกลุ่มนักรบบุกเข้ายึดห้องปฏิบัติการในกรุงคาร์ทูม ซึ่งเป็นที่เก็บตัวอย่างเชื้อโรคหลายอย่าง ทั้ง อหิวาต์ ฝีดาษโปลิโอ และโรคติดเชื้อต่างๆ อีกหลายชนิด
กองกำลังอาร์เอสเอฟโพสต์คลิปวีดีโอในเฟซบุ๊ก อ้างว่าสามารถยึดโรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งเอาไว้ได้ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นไม่นานกองทัพซูดานเตือนว่า อาร์เอสเอฟกำลังฉวยโอกาสในช่วงการหยุดยิงบุกเข้ายึดโรงกลั่นดังกล่าว ซึ่งตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าสามารถยึดสถานที่ต่างๆ เอาไว้ได้ แต่ยังไม่มีตรวจสอบว่าเป็นจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่
ด้านกองทัพเรือซาอุดีอาระเบียได้ส่งเรือไปช่วยอพยพ ในจำนวนนี้มีชาวอังกฤษรวมอยู่ด้วย 5 คน โดยพวกเขาเดินถึงท่าเรือเจดดาห์ ในทะเลแดงด้วยความปลอดภัย ส่วนเรือรบอังกฤษที่ไปช่วยเหลือมาจากฐานทัพในตะวันออกกลาง คือเรือรบ RFA Cardigan Bay กับ HMS Lancaster
ความขัดแย้งทางการเมืองในซูดานปะทุเป็นความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. จนนำมาสู่วิกฤตด้านมนุษยธรรมในซูดาน หลายพื้นที่ทั่วประเทศเต็มไปด้วยอาคารที่พังเสียหาย ขณะที่ร้านค้าหลายแห่งถูกปล้นสะดมภ์ ความเป็นอยู่ของพลเมืองเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนหลายล้านคนต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อความปลอดภัย ท่ามกลางเสบียงน้ำและอาหารที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆ
แต่ดูเหมือนว่าข้อตกลงหยุดยิงรอบใหม่เป็นเวลา 3 วันในซูดานที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลางยังไม่เป็นผล เพราะยังมีการสู้รบกันของกองทัพซูดาน และกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว
โวลเกอร์ เพอร์เธส ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติ แจ้งต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงว่า การหยุดยิงยังไม่เกิดผลอย่างเต็มที่ ยังคงมีการโจมตีสำนักงานต่างๆ และทั้งสองฝ่ายพยายามแย่งกันยึดครองพื้นที่ มีทั้งการโจมตีทางอากาศ และมีระเบิดในพื้นที่หลายจุดของกรุงคาร์ทูม
นอกจากอันตรายจากการสู้รบแล้ว องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังเตือนด้วยว่า ซูดานมีความเสี่ยงด้านชีวภาพ เนื่องจากมีกลุ่มนักรบบุกเข้ายึดห้องปฏิบัติการในกรุงคาร์ทูม ซึ่งเป็นที่เก็บตัวอย่างเชื้อโรคหลายอย่าง ทั้ง อหิวาต์ ฝีดาษโปลิโอ และโรคติดเชื้อต่างๆ อีกหลายชนิด
กองกำลังอาร์เอสเอฟโพสต์คลิปวีดีโอในเฟซบุ๊ก อ้างว่าสามารถยึดโรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งเอาไว้ได้ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นไม่นานกองทัพซูดานเตือนว่า อาร์เอสเอฟกำลังฉวยโอกาสในช่วงการหยุดยิงบุกเข้ายึดโรงกลั่นดังกล่าว ซึ่งตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าสามารถยึดสถานที่ต่างๆ เอาไว้ได้ แต่ยังไม่มีตรวจสอบว่าเป็นจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่



