สหภาพยุโรปเผยเอลนีโญรอบนี้ทำลายสถิติอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเดือนกันยายนที่ผ่านมาร้อนกว่าค่าเฉลี่ยยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.63°C ขณะที่ผู้อำนวยการโคเปอร์นิคัสเตือนโลกกำลังเข้าสู่ยุคอุณหภูมิสูงเกินเป้าหมายข้อตกลงปารีส
ซูเปอร์เอลนีโญทำอุณหภูมิแปซิฟิกทุบสถิติ
จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงได้ทำลายสถิติอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในโซนติดตามสำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เรียกว่า Nino3.4 ในเดือนกันยายน 2026 โดยพุ่งสูงถึง 29.70°C ซึ่งสูงกว่าสถิติเดิมของเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในปี 1982/1983, 1997/1998 และ 2015/2016

สัญญาณเอลนีโญรุนแรงผิดปกติ
โคเปอร์นิคัส ระบุว่า แม้ตัวเลขอุณหภูมิดังกล่าวจะบ่งชี้ถึงความรุนแรงที่ผิดปกติ แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ในขณะนี้ว่าเอลนีโญรอบนี้รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์หรือไม่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิมหาสมุทรในปัจจุบันสูงกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลให้การเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ทำได้ยากขึ้น ทั้งนี้ โคเปอร์นิคัสได้นำดัชนีใหม่มาใช้เพื่อชดเชยปัจจัยดังกล่าว
ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าเอลนีโญในปัจจุบันมีความรุนแรงถึงขีดสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิในพื้นที่ติดตามสูงกว่าระดับปกติถึง 4°C

กันยายนที่ร้อนเป็นอันดับสองของสถิติโลก
อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนกันยายนปีนี้ทำสถิติสูงสุดที่ 21.05°C เกินสถิติเดิม 20.92°C ที่บันทึกไว้ในเดือนกันยายน 2023
— โคเปอร์นิคัส รายงาน
ส่วนอุณหภูมิอากาศใกล้ผิวโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 16.27°C สูงกว่าค่าเฉลี่ยยุคก่อนอุตสาหกรรม (ช่วงปี 1850-1900) ถึง 1.63°C
เส้นทางสู่การละเมิดข้อตกลงปารีส
คาร์โล บูออนเทมโป ผู้อำนวยการโคเปอร์นิคัส กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5°C ต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะยาวนานถึงปี 2027 พร้อมเตือนว่าการที่อุณหภูมิโลกจะแตะเพดานที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีสเป็นเพียงเรื่องของเวลา
"การที่โลกจะร้อนทะลุเพดานระยะยาวของข้อตกลงปารีสเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าจะเกินมากแค่ไหนและนานเพียงใดนั้น ยังขึ้นอยู่กับการกระทำของพวกเรา" บูออนเทมโปกล่าว
— คาร์โล บูออนเทมโป ผู้อำนวยการโคเปอร์นิคัส กล่าว

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อจำกัดระยะเวลาที่อุณหภูมิโลกจะอยู่เหนือระดับ 1.5°C และดึงอุณหภูมิกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด




