คลื่นความร้อนรุนแรงถล่มยุโรปตะวันตก ส่งผลให้ชาวยุโรปกว่า 150 ล้านคนต้องเผชิญอุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียสในวันศุกร์ (26 มิ.ย.) ขณะที่ฝรั่งเศสรายงานผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้วไม่ต่ำกว่า 55 ราย
"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์คือ 'สาเหตุหลักของวิกฤต' ครั้งนี้...และวิกฤตดังกล่าวจะเกิดบ่อยขึ้น นานขึ้น และรุนแรงขึ้นในอนาคต"
— กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากเครือข่าย 'World Weather Attribution'ยืนยัน
ยุโรปร้อนถึง 'ขีดสุด'
กรมอุตุนิยมวิทยาเยอรมนีประกาศเตือนภัยความร้อนขั้นสูงสุดทั่วประเทศ โดยอุณหภูมิในเมืองคีร์ลัคทางตะวันตกเฉียงใต้พุ่งขึ้นถึง 39 องศาเซลเซียส ใกล้ทำลายสถิติเดือนมิถุนายนที่ 39.6 องศาเซลเซียส ซึ่งทำไว้ในปี 2019
ด้านสหราชอาณาจักรบันทึกอุณหภูมิสูงสุดในเดือนมิถุนายนเป็นประวัติการณ์ที่ 36.7 องศาเซลเซียส ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนเนเธอร์แลนด์ประกาศเตือนภัย 'ระดับสูงสุด' เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังพยากรณ์อุณหภูมิอาจแตะ 40 องศาเซลเซียส
ทางการฝรั่งเศสประกาศ 'ห้ามดื่ม' และ 'จำหน่ายแอลกอฮอล์' ในที่สาธารณะทั่วกรุงปารีสตั้งแต่วันศุกร์ (26 มิ.ย.) เพื่อลดภาระของโรงพยาบาลที่รับมือผู้ป่วยจากอากาศร้อนไม่ทัน "เรากำลังถึงจุดอิ่มตัวของสถานพยาบาล ขณะที่จำนวนผู้เข้ารับการรักษายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ" ปาทริซ โฟร์ ผู้บัญชาการตำรวจปารีส กล่าว
อย่างไรก็ดี 'EDF' รัฐวิสาหกิจพลังงานของฝรั่งเศสได้ประกาศจัดสรรงบ 80 ล้านยูโร (ราว 3 พันล้านบาท) ติดตั้งระบบปรับอากาศในโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก และศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ หลังคลื่นความร้อนถล่มหนัก ทำให้ทางการสั่งปิดโรงเรียนนับพันแห่ง นอกจากนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสยังอนุมัติงบเพิ่มอีก 50 ล้านยูโร (ราว 1.9 พันล้านบาท) เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ทำความเย็นให้บ้านพักคนชราด้วย




