จากหลักฐานภาพถ่ายทางดาวเทียม การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ และข้อมูลที่เผยแพร่โดยกองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล ชี้ให้เห็นว่า “เหตุระเบิดโรงเรียนประถมหญิงล้วนแห่งหนึ่งในเมืองมินาบที่คร่าชีวิตนักเรียนชาวอิหร่านจำนวนมาก น่าจะเกิดจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ”
การโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตพลเรือนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสหประชาชาติและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 165 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก จากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นระหว่างชั่วโมงเรียนที่โรงเรียนประถมชาจาเรห์ ตัยยิเบห์
ภาพถ่ายดาวเทียมที่ถ่ายเมื่อวันพุธ (4 มี.ค.) แสดงให้เห็นว่า “โรงเรียนส่วนใหญ่ในเมืองมินาบ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,100 กิโลเมตร (680 ไมล์) พังทลายลงเป็นซากปรักหักพัง โดยมีร่องรอยความเสียหายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวเจาะทะลุหลังคา”
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “รูปแบบความเสียหายที่เห็นได้ชัดเจนในภาพถ่ายดาวเทียมนั้นสอดคล้องกับการโจมตีทางอากาศแบบเจาะจงเป้าหมาย”
อิหร่านกล่าวโทษอิสราเอลและสหรัฐฯ ว่าเป็นต้นเหตุของการระเบิด แต่ทั้งสองประเทศยังไม่ยอมรับความรับผิดชอบ และบอกแต่เพียงว่า “กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่” พร้อมย้ำว่า “สหรัฐฯ ไม่เคยโจมตีเป้าหมายพลเรือน”
อย่างไรก็ตาม มีหลายปัจจัยที่ชี้ว่า “การโจมตีโรงเรียนเป็นฝีมือสหรัฐฯ” :
- ประการแรกคือ การที่กองทัพสหรัฐฯ เริ่มประเมินเหตุการณ์ดังกล่าว ตามคำสั่งของเพนตากอนเกี่ยวกับกระบวนการลดความเสี่ยงต่อพลเรือน ซึ่งการประเมินจะเริ่มต้นหลังจากกลุ่มผู้ตรวจสอบตีความเบื้องต้นว่า “กองทัพสหรัฐฯ อาจมีส่วนต้องรับผิดชอบ”
- อีกประการหนึ่งคือ “ที่ตั้งของโรงเรียน” ซึ่งอยู่ติดกับฐานทัพของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามในจังหวัดฮอร์โมซกัน และอยู่ใกล้กับค่ายทหารของกองพลนาวิกโยธิน กองทัพสหรัฐฯ จึงมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายทางทะเลและยอมรับการโจมตีในจังหวัดดังกล่าว รวมถึงการโจมตีในบริเวณใกล้เคียงกับโรงเรียนด้วย
ด้านอิสราเอลปฏิเสธว่า “ไม่ได้เป็นผู้โจมตี” ซึ่งขณะนั้นมุ่งโจมตีไปยังพื้นที่ของอิหร่านที่อยู่ใกล้กับอิสราเอลมากกว่า และไม่ได้รายงานการโจมตีใดๆ บริเวณทางใต้ของเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งอยู่ห่างออกไป 800 กิโลเมตร (500 ไมล์) ขณะที่สหรัฐฯ กำลังปฏิบัติการเรือรบในทะเลอาหรับ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน ‘USS Abraham Lincoln’ ก็ยังอยู่ในระยะทำการของโรงเรียนด้วย
“สมมติฐานของผมคือ อาจมีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นที่นั่นเมื่อไม่นานมานี้ และพวกเขาตรวจพบและติดตาม แต่...พวกเขาไม่ทราบหรือไม่ได้รับข้อมูลล่าสุดว่ามีโรงเรียนประถมหญิงล้วนอยู่ที่นั่น พวกเขาจึงทิ้งระเบิด”
— ฟาร์ซิน นาดีมี นักวิจัยอาวุโสของสถาบันวอชิงตันเพื่อการวิเคราะห์นโยบายตะวันออกใกล้ ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับกองทัพอิหร่าน กล่าว
วิดีโอจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน เผยให้เห็นหลุมศพใหม่หลายสิบหลุมที่ถูกขุดขึ้นในสุสานใกล้เคียง ซึ่งนาดีมีสันนิษฐานว่า “เป็นไปได้ว่าโรงเรียนแห่งนั้นเป็นโรงเรียนที่สอนลูกสาวของเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน”
รูปแบบความเสียหายบ่งชี้ว่า “เป็นการโจมตีโดยเจาะจง”
ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP ว่า “ภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอจากที่เกิดเหตุบ่งชี้อย่างชัดเจนว่ามีกระสุนหลายลูกตกใส่ฐานที่มั่น แต่สิ่งที่ทำให้การประเมินซับซ้อนขึ้นก็คือ ‘การขาดภาพถ่ายเศษชิ้นส่วนระเบิด’ นอกจากนี้ ยังไม่มีหน่วยงานอิสระใดเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุในช่วงสงครามด้วย”
คอรีย์ เชอร์ นักวิจัยที่ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลเรดาร์ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ในเขตความขัดแย้งทางอาวุธ เผยว่า “ไม่พบหลุมระเบิด หรือหลักฐานการทิ้งระเบิดในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งบ่งชี้ถึงความแม่นยำสูง”
“การโจมตีทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ภายในบริเวณที่มีกำแพงล้อมรอบ นั่นคือระดับความแม่นยำระดับหนึ่งที่ระดับบล็อกตึก และการโจมตีส่วนใหญ่ก็พุ่งเป้าไปที่อาคารโดยตรง นั่นคือระดับความแม่นยำอีกระดับหนึ่ง”
— เชอร์ กล่าว
เชอร์กล่าวอีกว่า “โรงเรียนและอาคารอื่นๆ ในบริเวณนั้นได้รับความเสียหายในลักษณะที่สอดคล้องกับการใช้อาวุธยิงจากอากาศสู่พื้นดิน พวกมันไม่ได้ระเบิดกลางอากาศเหนืออาคาร แต่ดูเหมือนว่าการระเบิดจะเกิดขึ้นตอนที่พวกมันตกกระทบพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคาร หรือพื้นดินก็ตาม”
(Photo by 2026 PLANET LABS PBC / AFP)





