นักวิชาการสหรัฐฯ วิเคราะห์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา ชี้ทั้งสองฝ่ายได้ผลประโยชน์จากการเมืองภายใน

26 ก.ค. 2568 - 09:41

  • นักวิชาการจากวิทยาลัยสงครามแห่งชาติ มหาวิทยาลัยการป้องกันประเทศ กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว CNA ว่า “ความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มจากปัญหาสนธิสัญญาเขตแดนที่ถูกกำหนดขึ้นในปี 1907 สมัยที่กัมพูชายังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ขณะที่ฝั่งไทยมองว่าปัญหาการตกลงเขตแดนขณะนั้นเกิดขึ้นจากการถูกกดดัน...”

  • “ไทยเข้าใจดีว่าพรรคประชาชนกัมพูชา ตระกูลฮุนและกลไกทางการเมืองของตระกูลฮุนมีส่วนเกี่ยวข้องกับรายได้จากศูนย์หลอกลวงเหล่านี้จริงๆ เพราะหากไม่มีรายได้เหล่านั้น ตระกูลฮุนก็จะไม่สามารถรักษาระบบอุปถัมภ์ซึ่งรับประกันการผูกขาดอำนาจของพวกเขาได้ แน่นอนว่าทางการไทยต้องการให้ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อตระกูลฮุนเป็นการส่วนตัวด้วย” นักวิชาการ เผย

นักวิชาการสหรัฐฯ วิเคราะห์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา ชี้ทั้งสองฝ่ายได้ผลประโยชน์จากการเมืองภายใน

ศาสตราจารย์ ซาชารี อบูซา (Zachary Abuza) นักวิชาการด้านการเมืองและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิทยาลัยสงครามแห่งชาติ มหาวิทยาลัยการป้องกันประเทศ กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐฯ (National Defense University) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Channel News Asia ของสิงคโปร์ โดยวิเคราะห์สถานการณ์การปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา 

อบูซาพูดถึงการใช้เครื่องบินรบ F-16 ต่อเป้าหมายทางการทหารของไทยว่า “การใช้เครื่องบิน F-16 ของไทยเป็นครั้งแรกนั้น ตอบสนองกับการยิงปืนใหญ่และจรวดของฝ่ายกัมพูชาที่ใช้วิธียิงแบบไม่เลือกเป้าหมาย กระสุนปืนใหญ่พุ่งเป้าหมายมายังพลเรือน ทำให้ชาวไทยหลายคนที่อยู่ริมชายแดนถูกสังหาร รวมถึงโรงพยาบาลและเป้าหมายพลเรือนอื่นๆ ทางการไทยจึงยกระดับการตอบโต้ทางการทหารต่อกัมพูชามากยิ่งขึ้น เพื่อพยายามกำจัดหน่วยทหารต่างๆ ของกัมพูชาที่ยิงปืนใหญ่และจรวดเข้ามาในประเทศ” 

ส่วนกรณีความเห็นต่อการใช้กำลังของกัมพูชาภายใต้การนำของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาซึ่งถูกประเมินว่ามีความแตกต่างกันเรื่องอาวุธนั้น ศาสตราจารย์อบูซาระบุว่า “มีข้อแตกต่างอย่างสำคัญจริงระหว่างกองกำลังทหารของไทยและของกัมพูชา โดยกองทัพไทยเป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทรัพยากรดีกว่ามาก อาจมีงบประมาณประจำปีราวๆ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ของกัมพูชาน่าจะอยู่ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” 

“จากการโจมตีทางอากาศของไทย จะเห็นได้ว่ากองทัพไทยมีความสามารถในการโจมตีที่แม่นยำกว่ามาก ขณะที่ทางกัมพูชามีความเสี่ยงมากกว่าแน่นอน อย่างไรก็ตามส่วนตัวค่อนข้างประหลาดใจกับการยกระดับในปัจจุบัน”

อบูซา ระบุ 

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กว่าวต่อว่า “เราทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในเดือนพฤษภาคมหลังมีการปะทะกันและทหารไทยยิงทหารกัมพูชาเสียชีวิต ตั้งแต่นั้นมาระดับความรุนแรงก็ยังต่ำมาก แม้จะมีการตอบโต้กันในทางการเมืองระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่าย มีการปิดพรมแดน มีผลกระทบทางเศรษฐกิจบางประการ ส่วนตัวสันนิษฐานว่าทั้งสองฝ่ายได้ผลประโยชน์จากการเมืองภายในจากระดับความรุนแรงนี้ และส่วนตัวก็ยังไม่เห็นว่าจะมีฝ่ายใดได้ประโยชน์จริงๆ หากความขัดแย้งนี้ทวีความรุนแรง และดำเนินต่อไปในระยะเวลาอันใกล้” 

สำหรับประเด็นหลักของการปะทะกันในครั้งนี้ อบูซาระบุว่า “ความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มจากปัญหาสนธิสัญญาเขตแดนที่ถูกกำหนดขึ้นในปี 1907 สมัยที่กัมพูชายังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ขณะที่ฝั่งไทยมองว่าปัญหาการตกลงเขตแดนขณะนั้นเกิดขึ้นจากการถูกกดดัน กระทั่งมีการขึ้นศาลโลกในปี 2505 ที่ศาลตัดสินให้โบราณสถานนั้นเป็นของกัมพูชา การปะทะกันล่าสุดบริเวณสามเหลี่ยมมรกต ซึ่งเป็นแนวชายแดนของทั้งสามประเทศ เกิดจากการโต้แย้งของกัมพูชา และกัมพูชาต้องการนำดินแดนพิพาทในส่วนนี้ไปขึ้นศาลระหว่างประเทศ ขณะที่ฝั่งไทยไม่สนใจเพราะเคยแพ้มาแล้ว 2 ครั้ง มันมีเหตุผลเรื่องความรักชาติอยู่เบื้องหลัง” 

อบูซาแสดงความเห็นต่อว่า “แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าก็คือ ทั้งสองชาติต่างได้ผลประโยชน์บางอย่างจากการเป็นคู่ขัดแย้งกันในระดับไม่สูงมาก เพราะหากย้อนไปในการปะทะเมื่อปี 2010-2011 ตอนนั้น ฮุน มาเนต เพิ่งได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญก่อนที่เขาจะดำรงตำแหน่งนายกฯ เมื่อ 2 ปีก่อน ในครั้งนั้นถือเป็นบททดสอบตัวเอง และหลังจากเขาดำรงตำแหน่งมาสองปี เขาก็อยากทำแบบเดิมแน่นอน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง สามารถกำจัดฝ่ายค้านในประเทศรวมถึงฝ่ายต่อต้านที่หนีออกไปต่างประเทศได้ มีความเต็มใจอย่างมากที่จะต่อสู้เพื่อชาวกัมพูชา”  

เมื่อถูกถามเรื่องปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และการหลอกลวงออนไลน์ที่มีรายงานว่ารายได้ของผู้นำระดับสูงของกัมพูชาเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว พร้อมๆ กับการที่ประเทศไทยพยายามผลักดันนโยบายบ่อนกาสิโนถูกกฏหมายและกำจัดแก๊งสแกมเมอร์ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ อบูซาระบุว่า เห็นชัดว่ารัฐบาลไทยกำลังเสนอเรื่องการทำเรื่องการพนันถูกกฏหมายซึ่งจะส่งผลให้รายได้กัมพูชาลดลง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือศูนย์หลอกลวงทางอินเตอร์เน็ตเหล่านี้มีมูลค่านับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และเชื่อมโยงกับบุคคลระดับสูงในรัฐบาลกัมพูชา รวมถึงตระกูลฮุนด้วย ขณะที่รัฐบาลไทยก็หลับตากับเรื่องนี้มานานหลายปี และไม่ได้พยายามเป็นพันธมิตรที่ดีต่อชาติตะวันตกในการจัดการปัญหาศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ 

“แต่มันเปลี่ยนไปแล้วเมื่อราวสองสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อทางการไทยได้จับกุม “ก๊กอาน” คนสนิท ฮุน เซน ที่เป็นที่รู้จักกันดีในฉายา “ก็อตฟาเทอร์แห่งปอยเปต” ซึ่งชนชั้นนำกัมพูชาจำนวนมากมักนำทรัพย์สินจำนวนมากมาไว้ที่ประเทศไทย โดยไทยก็พยายามสร้างกดดันจากนานาชาติต่อปัญหาในกัมพูชาด้ว” อบูซากล่าว 

อบูซาเผยอีกว่า “ไทยเข้าใจดีว่าพรรคประชาชนกัมพูชา ตระกูลฮุนและกลไกทางการเมืองของตระกูลฮุนมีส่วนเกี่ยวข้องกับรายได้จากศูนย์หลอกลวงเหล่านี้จริงๆ เพราะหากไม่มีรายได้เหล่านั้น ตระกูลฮุนก็จะไม่สามารถรักษาระบบอุปถัมภ์ซึ่งรับประกันการผูกขาดอำนาจของพวกเขาได้ แน่นอนว่าทางการไทยต้องการให้ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อตระกูลฮุนเป็นการส่วนตัวด้วย” 

ส่วนกรณีความสัมพันธ์ของทักษิณและ ฮุน เซน จะส่งผลต่อความเสี่ยงในความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไรนั้น อบูซา ระบุว่า ช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ฮุน เซน และทักษิณมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก ช่วงที่ลี้ภัย ทักษิณก็ไปหา ฮุน เซน บ่อยครั้งมีเป้าหมายเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับชนชั้นนำไทย แต่ความขัดแย้งครั้งนี้สะท้อนว่า พวกเขาจะไม่ยอมแลกความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เคยมีมากับผลประโยชน์ส่วนตัวทางการเมืองแคบๆ ของพวกเขา 

(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์