เหงื่อที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้ออกมามากนักเพราะเกรงว่ามันจะส่งกลิ่นรบกวนคนข้างๆ นั้นกำลังจะมีประโยชน์ในอนาคตอันใกล้นี้ สำหรับผู้ที่มีอาการวิตกกังวลจากโรคกลัวสังคม
ผลการวิจัยซึ่งนำเสนอในที่ประชุมสภาจิตแพทย์ยุโรปในกรุงปารีสเมื่อเร็วๆ นี้เผยว่า ผู้ที่เป็นโรคกลัวสังคมอาจได้ประโยชน์จากการรักษาด้วยการทำสติบำบัด (mindfulness therapy) ควบคู่กับการดมกลิ่นเหงื่อของคนอื่น
เอลิซา วิกนา หัวหน้านักวิจัยจาก Karolinska Institute ในกรุงสตอกโฮล์มของสวีเดนอธิบายว่า สภาวะจิตใจของแต่ละคนทำให้เกิดการผลิตโมเลกุล (หรือ chemo-signals) ในเหงื่อที่สื่อสารถึงสภาวะทางอารมณ์และสร้างการตอบสนองที่สอดคล้องกันในคนอื่นๆ
ผลการศึกษาเบื้องต้นบ่งชี้ว่า การนำ chemo-signals นี้มาใช้ควบคู่กับการทำสติบำบัดดูเหมือนว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในการรักษาโรคกลัวสังคมเมื่อเทียบกับการทำสติบำบัดเพียงอย่างเดียว
งานวิจัยชิ้นนี้ทำโดยการเก็บเหงื่อจากรักแร้จากอาสาสมัครแล้วให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคกลัวสังคมได้สัมผัสกับ chemo-signals ที่สกัดมาจากตัวอย่างที่เก็บได้ โดยเหงื่อเหล่านี้เก็บจากอาสาสมัครที่รับชมคลิปจากภาพยนตร์ที่เลือกมาเพื่อกระตุ้นสภาวะทางอารมณ์โดยเฉพาะ เช่น ความกลัว หรือความสุข รวมถึง Mr Bean’s Holiday และ Sister Act ไปจนถึงภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง The Grudge
เมื่อเก็บเหงื่อได้แล้วนักวิจัยจะรับสมัครผู้หญิง 48 คนโดยทั้งหมดเป็นโรคกลัวสังคม แล้วแบ่งพวกเธอออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 16 คน ตลอด 2 วันที่ทำการทดลอง ทั้ง 48 คนเข้ารับการรักษาด้วยวิธีสติบำบัดสำหรับโรคกลัวสังคม และในขณะเดียวกันนั้นแต่ละกลุ่มจะได้ดมกลิ่นจากตัวอย่างเหงื่อหรืออากาศบริสุทธิ์
ปรากฏว่ากลุ่มผู้หญิงที่ได้ดมกลิ่นเหงื่อตอบสนองต่อการทำสติบำบัดดีกว่า โดยกลุ่มผู้ป่วยที่ทำสติบำบัดร่วมกับการดมกลิ่นเหงื่ของคนอื่นมีคะแนนความวิตกกังวลลดลง 39% ส่วนกลุ่มที่ทำสติบำบัดเพียงอย่างเดียวมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงเพียง 17%
วิกนาเผยว่า “เราเซอร์ไพรส์นิดหน่อยที่พบว่าสภาวะทางอารมณ์ของเจ้าของเหงื่อไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาออกมาแตกต่างกัน เหงื่อที่ผลิตขึ้นขณะที่อาสาสมัครมีความสุขให้ผลแบบเดียวกับเหงื่อของอาสาสมัครที่ดูคลิปภาพยนตร์สยองขวัญ ดังนั้นอาจมีบางอย่างเกี่ยวกับ chemo-signals ของมนุษย์ในเหงื่อโดยทั่วไป ซึ่งส่งผลต่อการตอบสนองต่อการรักษา อาจเป็นไปได้ว่าเพียงแค่การได้สัมผัสกับการมีอยู่ของคนอื่นทำให้ได้ผลลัพธ์นี้ แต่เราต้องพิสูจน์เรื่องนี้ก่อน”
ผลการวิจัยซึ่งนำเสนอในที่ประชุมสภาจิตแพทย์ยุโรปในกรุงปารีสเมื่อเร็วๆ นี้เผยว่า ผู้ที่เป็นโรคกลัวสังคมอาจได้ประโยชน์จากการรักษาด้วยการทำสติบำบัด (mindfulness therapy) ควบคู่กับการดมกลิ่นเหงื่อของคนอื่น
เอลิซา วิกนา หัวหน้านักวิจัยจาก Karolinska Institute ในกรุงสตอกโฮล์มของสวีเดนอธิบายว่า สภาวะจิตใจของแต่ละคนทำให้เกิดการผลิตโมเลกุล (หรือ chemo-signals) ในเหงื่อที่สื่อสารถึงสภาวะทางอารมณ์และสร้างการตอบสนองที่สอดคล้องกันในคนอื่นๆ
ผลการศึกษาเบื้องต้นบ่งชี้ว่า การนำ chemo-signals นี้มาใช้ควบคู่กับการทำสติบำบัดดูเหมือนว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในการรักษาโรคกลัวสังคมเมื่อเทียบกับการทำสติบำบัดเพียงอย่างเดียว
งานวิจัยชิ้นนี้ทำโดยการเก็บเหงื่อจากรักแร้จากอาสาสมัครแล้วให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคกลัวสังคมได้สัมผัสกับ chemo-signals ที่สกัดมาจากตัวอย่างที่เก็บได้ โดยเหงื่อเหล่านี้เก็บจากอาสาสมัครที่รับชมคลิปจากภาพยนตร์ที่เลือกมาเพื่อกระตุ้นสภาวะทางอารมณ์โดยเฉพาะ เช่น ความกลัว หรือความสุข รวมถึง Mr Bean’s Holiday และ Sister Act ไปจนถึงภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง The Grudge
เมื่อเก็บเหงื่อได้แล้วนักวิจัยจะรับสมัครผู้หญิง 48 คนโดยทั้งหมดเป็นโรคกลัวสังคม แล้วแบ่งพวกเธอออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 16 คน ตลอด 2 วันที่ทำการทดลอง ทั้ง 48 คนเข้ารับการรักษาด้วยวิธีสติบำบัดสำหรับโรคกลัวสังคม และในขณะเดียวกันนั้นแต่ละกลุ่มจะได้ดมกลิ่นจากตัวอย่างเหงื่อหรืออากาศบริสุทธิ์
ปรากฏว่ากลุ่มผู้หญิงที่ได้ดมกลิ่นเหงื่อตอบสนองต่อการทำสติบำบัดดีกว่า โดยกลุ่มผู้ป่วยที่ทำสติบำบัดร่วมกับการดมกลิ่นเหงื่ของคนอื่นมีคะแนนความวิตกกังวลลดลง 39% ส่วนกลุ่มที่ทำสติบำบัดเพียงอย่างเดียวมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงเพียง 17%
วิกนาเผยว่า “เราเซอร์ไพรส์นิดหน่อยที่พบว่าสภาวะทางอารมณ์ของเจ้าของเหงื่อไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาออกมาแตกต่างกัน เหงื่อที่ผลิตขึ้นขณะที่อาสาสมัครมีความสุขให้ผลแบบเดียวกับเหงื่อของอาสาสมัครที่ดูคลิปภาพยนตร์สยองขวัญ ดังนั้นอาจมีบางอย่างเกี่ยวกับ chemo-signals ของมนุษย์ในเหงื่อโดยทั่วไป ซึ่งส่งผลต่อการตอบสนองต่อการรักษา อาจเป็นไปได้ว่าเพียงแค่การได้สัมผัสกับการมีอยู่ของคนอื่นทำให้ได้ผลลัพธ์นี้ แต่เราต้องพิสูจน์เรื่องนี้ก่อน”



