บทวิเคราะห์ BBC ชี้สงครามข้อมูลทำสถานการณ์ไทย-กัมพูชายังตึงเครียด

24 ส.ค. 2568 - 16:18

  • กองทัพนักรบโซเชียลมีเดียชาวกัมพูชาเผยแพร่ข่าวปลอมและรายงานข่าวที่เป็นการยั่วยุมากมาย ซึ่งหลายกรณีเป็นเรื่องเท็จ

  • ฮุน เซน ใช้แท็กติกที่ทำให้ความแตกแยกที่มีอยู่แล้วในประเทศไทยยิ่งแตกแยกมากขึ้น

  • กัมพูชาต้องการทำให้ข้อพิพาทนี้กลายเป็นปัญหาระดับนานาชาติ

บทวิเคราะห์ BBC ชี้สงครามข้อมูลทำสถานการณ์ไทย-กัมพูชายังตึงเครียด

โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสำนักข่าว BBC เขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่อง A fierce war of words keeps Thailand and Cambodia on edge” (สงครามน้ำลายที่ดุเดือดทำให้สถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด)

บทความระบุว่า เสียงปืนจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเงียบมานาน 3 สัปดาห์แล้ว แต่สงครามน้ำลายระหว่างทั้งสองประเทศยังดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยไทยและกัมพูชาต่างก็พยายามแย่งชิงความเห็นใจจากประชาคมโลกและเสียงสนุบสนุนจากคนในประเทศ

และมุมมองที่คนไทยเห็นตรงกันคือ ไทยกำลังเสียเปรียบ

ข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานานนับศตวรรษทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากกัมพูชาเปิดฉากยิงจรวดใส่ไทยในเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม ตามมาด้วยการโจมตีทางอากาศของไทย

นับแต่นั้นมา กองทัพนักรบโซเชียลมีเดียชาวกัมพูชา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสื่อภาษาอังกฤษที่รัฐบาลควบคุม ได้เผยแพร่ข่าวปลอมและรายงานข่าวที่เป็นการยั่วยุมากมาย ซึ่งหลายกรณีเป็นเรื่องเท็จ เช่น รายงานว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 ของไทยถูกยิงตก พร้อมโพสต์ภาพเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้และตกลงมาจากท้องฟ้า ซึ่งปรากฏว่ามาจากยูเครน

ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงอีกข้อหนึ่งคือ ไทยปล่อยแก๊สพิษ พร้อมกับภาพเครื่องบินทิ้งระเบิดน้ำกำลังปล่อยสารหน่วงไฟสีชมพู ซึ่งจริงๆ แล้วมาจากเหตุการณ์ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย

BBC ระบุว่า ไทยตอบโต้ด้วยแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่บ่อยครั้งที่เป็นเพียงการนำเสนอตัวเลขสถิติ และมาจากหลายแหล่ง เช่น กองทัพ รัฐบาลท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ประสานงานกัน

ไทยไม่สามารถแสดงข้อโต้แย้งว่ากัมพูชา ซึ่งเป็นฝ่ายใช้ปืนใหญ่ก่อนจนส่งผลให้พลเรือนไทยเสียชีวิตหลายคน เป็นผู้รับผิดชอบต่อการยกระดับสถานการณ์ดังกล่าว

BBC ระบุว่า รัฐบาลไทยโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนหลัก มีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับกองทัพอย่างชัดเจน สถานการณ์นี้แย่ลงในเดือนมิถุนายนเมื่อ ฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชาและเพื่อนเก่าของ ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจปล่อยคลิปเสียงสนทนาที่ตัวเองพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร

คลิปเสียงนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในไทย ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายกฯ แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้รัฐบาลไทยอ่อนแอลง ในขณะที่วิกฤตชายแดนทวีความรุนแรง

เมื่อเทียบกันแล้ว ฮุน เซน กลับไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากเลย ในทางเทคนิค ฮุน เซน ส่งต่ออำนาจให้ ฮุน มาเนต ลูกชายแล้ว แต่หลังจากปกครองกัมพูชามาเกือบ 40 ปีก็ชัดเจนแล้วว่า ฮุน เซน ยังกุมอำนาจอยู่

กองทัพ พรรครัฐบาล และสื่อยังอยู่ภายใต้การควบคุมของ ฮุน เซน แรงจูงใจในการสะบั้นความสัมพันธ์ฉันมิตรกับตระกูลชินวัตรยังไม่ชัดเจน แต่ดูเหมือนว่า ฮุน เซน กำลังเตรียมการสำหรับความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่ชายแดน

ฮุน เซน โพสต์ข้อความต่างๆ ทั้งภาษาอังกฤษและเขมรในเฟซบุ๊คเพจของตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อเยาะเย้ยรัฐบาลไทย บางครั้งยังมีรูปถ่ายตัวเขาเองอยู่ในเครื่องแบบทหาร หรือกำลังพิจารณาแผนที่ทางทหารอย่างละเอียด

เซบาสเตียน สตรันจิโอ ผู้เขียนหนังสือ Hun Sen's Cambodia (กัมพูชาของ ฮุน เซน) บอกว่า “ฮุน เซน ฉลาดมาก เขาใช้แท็กติกนอกรูปแบบทำให้ความแตกแยกที่มีอยู่แล้วในประเทศไทยยิ่งแตกแยกมากขึ้น พร้อมๆ กับการสร้างภาพว่ากัมพูชาถูกกระทำเป็นอาวุธที่ทรงพลังในการต่อสู้กับไทยในเวทีโลก”

เจ้าหน้าที่ไทยยอมรับว่าการรับมือกับแท็กติกของกัมพูชาเป็นเรื่องยาก รัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเผยกับ BBC ว่า “นี่แตกต่างจากสงครามข่าวสารที่เคยมีมา สิ่งที่เราพูดต้องน่าเชื่อถือและพิสูจน์ได้ นั่นคืออาวุธเดียวที่เราใช้ได้ในสงครามนี้ และเราต้องยึดหลักนี้แม้ว่าบางครั้งจะดูเหมือนไม่เร็วพอก็ตาม”

ไทยยืนกรานมาตลอดว่าข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชาต้องแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีโดยไม่มีคนนอกเข้ามาแทรกแซง ด้วยคณะกรรมาธิการแขตแดนร่วม (JBC) ที่ทั้งสองประเทศตั้งขึ้นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

แต่กัมพูชาต้องการทำให้ข้อพิพาทนี้กลายเป็นปัญหาระดับนานาชาติ ด้วยการยื่นเรื่องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งยังขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินว่าเขตแดนควรอยู่ตรงไหน

เรื่องนี้ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไทยไม่ต้องการให้ ICJ เข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากไม่ยอมรับเขตอำนาจของ ICJ เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศ และที่สำคัญคือ ความทรงจำของคนไทยที่ต้องเสียดินแดนเขาพระวิหารให้กัมพูชาเมื่อครั้งที่ขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

การที่ไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลของ ICJ ทำให้ ฮุน เซน ฉวยโอกาสกล่าวหาว่าไทยไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

ขณะนี้ไทยกำลังสู้กลับกัมพูชาด้วยแนวทางของตัวเองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือประเด็นการใช้ทุ่นระเบิด

ไทยและกัมพูชาต่างก็ลงนามในอนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และกัมพูชาก็มีประวัติอันเลวร้ายจากการเป็นประเทศที่มีทุ่นระเบิดมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ซึ่งทำให้กัมพูชาได้รับเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

ข้อกล่าวหาของไทยที่ว่าทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ตามแนวชายแดน ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บหลายราย ถือเป็นข้อกล่าวหาที่น่าอึดอัดใจสำหรับรัฐบาลกัมพูชา

ตอนแรกกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าที่เหลือจากสงครามกลางเมืองในช่วงทศวรรษ 1980 รัฐบาลไทยจึงนำคณะนักการทูตและนักข่าวไปที่ชายแดนเพื่อแสดงให้เห็นสิ่งที่ทหารไทยเจอ แต่สิ่งที่ โจนาธาน เฮด และผู้สื่อข่าวได้เห็นคือ ชุดเครื่องกระสุนที่ทีมเก็บกู้ระเบิดของไทยระบุว่าเก็บกู้มาจากพื้นที่ที่กองทหารกัมพูชาเคยยึดครอง

และหนึ่งในเครื่องกระสุนเหล่านั้นคือ ทุ่นระบิด PMN-2 ซึ่งบางทุ่นดูเหมือนเป็นทุ่นระเบิดใหม่ที่เพิ่งถูกฝังเมื่อเร็วๆ นี้ ไม่ใช่จากช่วงทศวรรษ 1980

กองทัพไทยโชว์ทุ่นระเบิดที่เพิ่งเก็บกู้ตามแนวชายแดนกัมพูชาให้ผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติพิจารณาระหว่างลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP
กองทัพไทยโชว์ทุ่นระเบิดที่เพิ่งเก็บกู้ตามแนวชายแดนกัมพูชาให้ผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติพิจารณาระหว่างลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ไทยเรียกร้องให้ประเทศผู้ลงนามในอนุสัญญาออตตาวาประเทศอื่นๆ ดำเนินการกับกัมพูชา และขอให้ประเทศต่างๆ ที่สนับสนุนโครงการกำจัดทุ่นระเบิดในกัมพูชาหยุดให้เงินทุนสนับสนุน โดยให้เหตุผลว่า การที่กัมพูชาไม่ยอมรับว่ามีการวางทุ่นระเบิด หรือไม่ยินยอมที่จะตกลงตามแผนในการกำจัดทุ่นระเบิดนั้น แสดงให้เห็นถึงการขาดความจริงใจในการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องพรมแดน

กัมพูชาตอบโต้ด้วยการกล่าวหาไทยว่าใช้ระเบิดลูกปรายและกระสุนฟอสฟอรัสขาว ซึ่งไม่ใช่สิ่งต้องห้ามแต่ก็อาจเป็นภัยคุกคามต่อพลเรือน กองทัพไทยยอมรับว่าใช้ระเบิดลูกปรายและกระสุนฟอสฟอรัสขาว แต่ใช้เฉพาะกับเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

กัมพูชายังเผยแพร่ภาพความเสียหายของปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลก จากการระดมยิงของไทย ซึ่งกองทัพไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

การกล่าวหากันไปมาอย่างต่อเนื่องระหว่างทั้งสองประเทศทำให้ข้อพิพาทเรื่องพรมแดนไทย-กัมพูชาไม่น่าจะคืบหน้าแต่อย่างใด

ฮุนเซนและลูกชายได้รับประโยชน์ทางการเมืองจากการที่สามารถแสดงตนเป็นผู้ปกป้องดินแดนกัมพูชา แต่ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ความท้าทายทางการเมืองที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญเลวร้ายลงไปอีก

เรื่องนี้ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มชาตินิยมไทยและกัมพูชา แรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาหลายแสนคนพากันอพยพออกจากประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาที่กำลังประสบปัญหาอยู่แล้ว

สตรันจิโอเผยว่า “ทั้งสองฝ่ายต่างมองว่าเส้นแบ่งเขตแดนเป็นเส้นแบ่งศักดิ์สิทธิ์ระหว่างประเทศของพวกเขา ซึ่งมีความหมายเชิงสัญลักษณ์มีความสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งนี้นำไปสู่คำถามที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับอัตลักษณ์ประจำชาติ และเป็นสิ่งที่เป็นสิ่งที่ทำให้ไม่มีฝ่ายใดยอมถอยในเวลานี้”

Photo by Handout / ROYAL THAI ARMY / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์