นับตั้งแต่ที่ฟุตบอลโลกกาตาร์คิกออฟอย่างเป็นทางการ ทีมฟุตบอลทีมชาติในแถบเอเชียได้สร้างความแปลกใหม่ให้วงการฟุตบอลโลกอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ทีมชาติโมร็อกโกและทีมชาติออสเตรเลีย เอาชนะทีมสายแข็งของยุโรปอย่างเบลเยียมและเดนมาร์กได้สำเร็จ เช่นเดียวกับทีมชาติซาอุดีอาระเบียที่ชนะทีมสายแข็งระดับโลกอย่างอาร์เจนตินาไปอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
ก่อนถึงการแข่งขันที่โดฮา ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เรียกว่าแทบเป็นทีมที่อยู่ท้ายตารางของบรรดาทีมที่เข้ารอบแข่งเวิลด์คัพ แถมยังต้องเจอทีมสายแข็งที่เคยเป็นแชมป์บอลโลกอย่างทีมชาติสเปนและเยอรมนี ขณะที่บางทีมอย่างโปรตุเกส ก็ต้องเจอนักเตะเบอร์ต้นของโลกอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด
จากการจัดอันของฟีฟ่าให้ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 24 เกาหลีใต้อันดับ 28 แต่จับสลากแบ่งกลุ่มมาเจอกับสเปนอันดับที่ 7 โปรตุเกสอันดับที่ 9 เยอรมนีอันดับ 11 และอุรุกวัยอันดับ 14 เอาง่ายๆ ว่าถ้าเป็นแฟนบอลชาวญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ คงจินตนาการได้ไม่อยากว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นเช่นไร

คัมแบ็กแบบ ‘ช็อตฟีล’
ช่วงนี้ในโลกโซเชียลมีเดียมีศัพท์สแลงคำใหม่ที่มาแรงแซงโค้ง ไม่ว่าไถหน้าฟีดในแพลตฟอร์มไหนก็ต้องเจอคำว่า 'ช็อตฟีล' สแลงนี้มีความหมายในทำนองว่า หักอารมณ์ หักมู้ด (Mood) อารมณ์ชะงักงันกะทันหัน ประหนึ่งว่าถูกไฟฟ้าช็อตทำให้อารมณ์เปลี่ยนหรือหยุดกะทันหัน แม้ฟังดูเป็นศัพท์อังกฤษ แต่คำนี้มาจากความสร้างสรรค์ของคนไทย ที่นำคำว่า Short รวมกับคำว่า Feeling หรือความรู้สึก มารวมกัน
ในการแข่งขันฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2022 มีหลายครั้งที่ทั้งคนดูทั่วโลกและแฟนบอลในสนาม รู้สึก 'ช็อตฟีล' ไปตามๆ กัน ในรอบแบ่งกลุ่ม E ที่ญี่ปุ่นพบเยอรมนีในรอบแบ่งกลุ่มนัดแรก ชัยชนะของญี่ปุ่นดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว เมื่อเยอรมนีขึ้นนำ 1-0 ในครึ่งแรกด้วยลูกจุดโทษ แต่ทีมซามูไรบลูก็สามารถตีเสมอได้ในนาทีที่ 75 ก่อนที่ญี่ปุ่นจะทำประตูที่สองได้ในนาทีที่ 83 เอาชนะอดีตแชมป์โลกทีมอินทรีเหล็กไปได้ 2-1
การแข่งรอบแบ่งกลุ่มนัดที่สองระหว่างญี่ปุ่นกับคอสตาริกา แม้ว่านักเตะทีมชาติคอสตาริกาจะดับซ่าทีมซามูไรไปได้ 1-0 แต่ดูเหมือนทีมชาติญี่ปุ่นกลับมาฮึกเหิมอีกครั้งในนัดดวลแข้งกับทีมชาติสเปน ที่ญี่ปุ่นคว้าชัยเหนือทีมอดีตแชมป์อย่างสเปนไปได้ 2-1 โดยเฉพาะอย่างอย่างยิ่งช็อต "บอลแตะเส้น" ที่ทำให้ญี่ปุ่นได้ประตูไปแบบค้านสายตา จากการตัดสินของระบบ (VAR) ของฟีฟ่าที่สร้างข้อถกเถียงเป็นวงกว้าง ซึ่งหากมองด้วยสายตาบอลลูกนั้นถือว่าออกนอกสนามไปแล้ว แต่จากระบบของฟีฟ่าชี้ว่า "ส่วนโค้งของบอลยังอยู่คาบเส้น" เรื่องนี้สำหรับแฟนบอลทีมกระทิงดุรวมถึงนักเตะก็คงรู้สึก "ช็อตฟีล" กันเป็นแถว
ตรงกันข้ามในความรู้สึกของแฟนบอลทีมซามูไรบลู ถึงกับออกมาฉลองยินดีกันเต็มย่านชิบูยะ ใจกลางกรุงโตเกียว ที่สามารถเอาชนะสายแข็งอย่างสเปนได้สำเร็จ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ Opta Analyst ชี้ว่า ในแมตช์ระหว่างญี่ปุ่นกับเยอรมนี นักเตะญี่ปุ่นครองบอลได้เพียง 27% ของทั้งเกม ขณะที่แมตช์ระหว่างสเปน นักเตะซามูไรครองบอลได้เพียง 18% ของทั้งเกมซึ่งเป็นสถิติการครองบอลที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก แต่กลับทำประตูได้และคว้าชัยเข้ารอบเหนือสายแข็งจากยุโรปทั้งสองทีม เป็นอีกหนึ่งช็อตฟีลที่สะท้อนพลังแห่งความเป็นไปได้จริงๆ
อีกหนึ่งช็อตฟีลแต่สร้างความประทับใจให้คนทั่วโลกคือ ทั้งบรรดาสื่อและแฟนบอลจากชาติอื่นจำนวนมากปรบมือให้แฟนบอลชาวญี่ปุ่นที่ช่วยเก็บขยะในสนามแข่งหลังจากทีมของพวกเขาชนะโคลอมเบีย เช่นเดียวกับแมตช์อื่นที่แม้ซามูไรบลูจะไม่ได้ลงแข่ง แต่แฟนบอลญี่ปุ่นก็ช่วยกันเก็บขยะหลังการแข่งขันจบ อีกความประทับใจคือสภาพของห้องพักนักกีฬาที่เป็นระเบียบเรียบร้อยหลังนักเตะญี่ปุ่นแข่งขันเสร็จ
การมาแรงของทีมชาติญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อาจไม่เพียงแค่ความภูมิใจของแฟนบอลจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่อาจดูเหมือนเป็นตัวแทนระดับทวีปด้วย
แม้ว่าล่าสุดเกาหลีใต้จะแพ้บราซิลรวด 4-1 และญี่ปุ่นเสมอโครเอเชีย 1-1 ทำให้ซามูไรบลูชวดการเข้าสู่ 8 ทีมสุดท้าย แต่การเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายของทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่นจึงนับว่าน่าจับตาไม่น้อยสำหรับทีมตัวแทนจากเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทีมชาติที่แม้จะไม่มีผู้เล่นชาวตะวันออกที่เป็นดาวเด่นในทีมเลย แต่ฟีฟ่าเวิลด์คัพรอบนี้นับว่าเป็นการ 'เดบิวต์' นักเตะที่น่าจะตามองอย่าง โชคยูซ็อง กองหน้าชาวเกาหลีที่ทำประตูติดต่อกันในนัดที่พบกับกานา เขาได้รับการยกย่องในระดับสากลทั้งจากผลงานในสนาม และด้วยหน้าตาอันมีเสน่ห์ที่ไม่เพียงทำให้ยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมพุ่งหลายเท่าตัว ตอนนี้ยังมีข่าวลือว่าเขาอาจได้ข้อเสนอจากหลายสโมสรในยุโรป ควบคู่ไปกับอาจได้เลือกเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้แบรนด์ดัง

16 ทีมสุดท้าย
หากไม่นับกาตาร์ซึ่งเป็นชาติในกลุ่มตะวันออกกลาง ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นเพียงสองชาติที่เคยได้รับเลือกจากฟีฟ่าให้เป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันฟุตบอลโลก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วม ครั้งนั้นทำให้ฟุตบอลโลกมาจัดในเอเชียเป็นครั้งแรก ในฐานะเจ้าภาพทำให้ทั้งทีมชาติญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติตามกฎของฟีฟ่า แต่หากไม่นับการเป็นเจ้าภาพ ญี่ปุ่นเคยผ่านเข้ารอบเพียงครั้งเดียวก่อนหน้านี้ในฟุตบอลโลกปี 1998 โดยในการแข่งปี 2002 แม้จะได้โควต้าในฐานะเจ้าภาพเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ญี่ปุ่นก็พ่ายให้ทีมชาติตุรกีเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ทีมชาติเกาหลีใต้ค่อนข้างมีผลงานที่ดีกว่า ก่อนเป็นเจ้าภาพบอลโลกปี 2002 เกาหลีใต้ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 1986 แต่ก็ไม่เคยเข้ารอบลึกถึง 16 ทีมสุดท้าย กระทั่งมาเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่นในฟีฟ่า 2002 เกาหลีใต้ชนะอิตาลีด้วยสกอร์ 2-1 (แม้จะเต็มไปด้วยข้อครหามากมายจากกรรมการตัดสิน) แต่ก็เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ทีมชาติโสมเสมอกับสเปน จนได้เข้าสู่รอบรองชนะเลิศมาพบกับเยอรมนีแต่พ่ายให้ทีมอินทรีเหล็กไป 1-0 ก่อนจะแข่งชิงอันดับที่สามกับทีมชาติตุรกี แต่ก็พ่ายไปด้วยสกอร์ 3-2
แม้ทีมชาติโสมจะผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายมาได้ก่อนจะพ่ายทีมสายแข็งการความสำเร็จครั้งนั้นก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นจุดเปลี่ยนของฟุตบอลเกาหลี มาในการแข่งขันฟีฟ่า 2022 หากเทียบกับฟีฟ่า 2002 นับว่าเกาหลีใต้มีการพัฒนาการที่ดีอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับญี่ปุ่นเพราะหลังจากทั้งสองชาติเป็นเจ้าภาพร่วมในฟีฟ่า 2002 ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นทีมตัวแทนเอเชียผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มมาโดยตลอดตั้งแต่ ฟีฟ่าเวิลด์คัพปี 2006, 2010, 2014, และ 2018 แม้ว่าจะมาลึกสุดแค่รอบก่อนชิง 16 ทีมสุดท้าย
แต่สำหรับฟีฟ่า 2022 ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ผ่านเข้ามาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยลีลาการเล่นที่มาแรง สามารถเอาชนะทั้งสเปน โปรตุเกส และเยอรมนี นี่เป็นหลักฐานของความก้าวหน้าและการสานต่อประวัติศาสตร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง และผลักดันความสามารถในวงการฟุตบอลของประเทศไปข้างหน้า



