สื่อต่างประเทศเริ่มเกาะติดรายงานสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชามากขึ้น โดยมีหลายสำนักที่รายงานไทม์ไลน์สดว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ขณะที่บางแห่งวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และรายงานถึงสาเหตุความขัดแย้งระหว่างไทย และกัมพูชา
-CNN-
สำนักข่าว CNN ขึ้นไลฟ์สดเกาะติดสถานการณ์รายงานว่า ไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารของกัมพูชา ขณะที่สถานการณ์ชายแดนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
CNN ระบุว่า ไทยได้โจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารของกัมพูชาตามแนวชายแดนที่เป็นข้อพิพาทกันมานานส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างไทย และกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น โดยที่ฝั่งไทยกล่าวหากัมพูชาว่ายิงจรวดเข้าไปในพื้นที่พลเรือน
การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากเกิดเหตุระเบิดของทุ่นระเบิดบรเวณชายแดนส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชาลดระดับลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี
นอกจากนี้ CNN ยังรายงานว่า “การต่อสู้ครั้งนี้ไม่สูสีกันนัก กองทัพไทยมีอาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังพลมากกว่ากัมพูชาถึง 361,000 นาย ซึ่งมากกว่ากัมพูชาถึงสามเท่า”
“ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชามีแนวโน้มที่จะ ‘เลวร้ายลง’ ก่อนที่จะดีขึ้น ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกำลังพังทลายลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การเผชิญหน้า การปะทะ และการยกระดับความตึงเครียดอาจเกิดขึ้นอีก แต่ละฝ่ายต่างมีความตึงเครียดที่อัดอั้นอยู่มาก” ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ศาสตราจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ CNN
“รัฐบาลไทยอ่อนแอมากและไม่มีความสามัคคี...กัมพูชา ‘กำลังแสวงหาประโยชน์จากความแตกแยก’ ในประเทศไทย...นี่คือการล้างแค้นของครอบครัว...ตอนนี้ตระกูลชินวัตรโกรธแค้น ฮุน เซน มาก ตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องไทย-กัมพูชาเท่านั้น แต่รวมถึงตระกูลชินวัตรที่ถูกเอาเปรียบด้วย...ข้อพิพาทเรื่องพรมแดนจะทำให้กลุ่มภูมิภาคอาเซียน ‘ขาดความสมดุลมากยิ่งขึ้น’”
— ศาสตราจารย์ฐิตินันท์ กล่าว
กลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งประกอบด้วยไทย กัมพูชา เมียนมา และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรคในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งความขัดแย้งภายใน ข้อพิพาทด้านอาณาเขต และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
“นอกจากสงครามกลางเมืองเมียนมาที่อาเซียนไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ตอนนี้ยังมีการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างไทยและกัมพูชา มันทำให้อาเซียนดูอ่อนแอ” ศาสตราจารย์ฐิตินันท์ กล่าว
-BBC-
สำนักข่าว BBC ก็ขึ้นไลฟ์สดเกาะติดสถานการณ์รายงานว่า ไทยปิดพรมแดนที่ติดกับกัมพูชา หลังเกิดเหตุทหารปะทะกัน คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 16 ราย นับเป็นการยกระดับข้อพิพาทที่ดำเนินมานานกว่า 100 ปี และยังคงคุกรุ่นมานานหลายเดือน
BBC รายงานว่า กัมพูชาถูกกล่าวหาว่ายิงจรวดใส่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในไทยและโจมตีโรงพยาบาล ขณะที่ไทยได้โจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารของกัมพูชา นอกจากนี้ ไทยยังปิดพรมแดนทั้งหมดกับกัมพูชา และประกาศให้พลเมืองไทยทั้งหมดออกจากพื้นที่ชายแดน ขณะที่กัมพูชาลดระดับความสัมพันธ์กับไทย และกล่าวหาว่า ไทยใช้ ‘กำลังเกินกว่าเหตุ’
โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวของ BBC รายงานว่า “ถึงแม้จะไม่มีใครคิดว่าเรื่องนี้จะลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศยังขาดผู้นำที่จะถอนตัวจากการเผชิญหน้าครั้งนี้”
-The Guardian-
สำนักข่าว The Guardian รายงานสาเหตุว่าทำไมไทยและกัมพูชาถึงมีข้อพิพาทเรื่องพรมแดน และวิเคราะห์ว่าการปะทะบริเวณชายแดนจะส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศอย่างไร
The Guardian ระบุว่า หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าข้อพิพาทนี้อาจช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ทั้งกัมพูชาและไทยกำลังเผชิญกับโอกาสที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตรา 36% ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม
ประเทศไทยตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งความไม่มั่นคงทางการเมือง โดยนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ และพรรคเพื่อไทยก็ถูกกล่าวหาว่า ดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องพรมแดนช้า
นอกจากนี้ The Guardian ยังวิเคราะห์ต่อว่า ‘แล้วสถานการณ์จะคลี่คลายได้อย่างไร’ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย และประธานอาเซียนได้เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชา ‘ยุติความขัดแย้ง’ แต่ ติตา ซางลี นักวิจัยร่วมของสถาบันวิจัย ISEAS–Yusof Ishak เผยว่า “เป็นไปไม่ได้ที่อาเซียน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องนโยบาย ‘ไม่แทรกแซง’ จะสามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือเต็มใจที่จะยุติความขัดแย้ง”
“จีนเป็นตัวกลางภายนอกที่มีประสิทธิผลเพียงตัวเดียว เนื่องจากมีอำนาจโดยตรงที่เหนือทั้งกัมพูชาและไทยด้วย”
— ซางลี กล่าวเสริม
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจีนจะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกับทั้งสองประเทศ แต่ก็ถือว่ามีความใกล้ชิดกับกัมพูชามากกว่า ซึ่งอาจสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่ไทย
-Aljazeera-
สำนักข่าว Aljazeera รายงานว่า ไทย-กัมพูชา ยิงปะทะกันบริเวณชายแดนจนมีผู้เสียชีวิต ขณะที่ไทยและกัมพูชาต่างกล่าวโทษกันเองว่าเป็นต้นเหตุของการสู้รบครั้งใหม่ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี (24 ก.ค.) ในพื้นที่ใกล้กับปราสาทตาเมือนธมที่เป็นข้อพิพาท ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนในจังหวัดอุดรมีชัย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา
กระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า เครื่องบินรบของไทยทิ้งระเบิด 2 ลูกลงบนถนน และขอประณามอย่างรุนแรงต่อการรุกรานทางทหารที่ไร้ความปราณีและโหดร้ายของราชอาณาจักรไทยต่ออำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา
ด้าน ฮุน เซน ประธานพฤฒสภากัมพูชาโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “กองทัพไทยได้ยิงถล่มสองจังหวัดของกัมพูชาที่ติดกับประเทศไทย คือ จังหวัดอุดรมีชัย และจังหวัดพระวิหาร” และเสริมว่า “กองทัพกัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้และโจมตีกลับ”
โทนี่ เฉิง ผู้สื่อข่าวของ Aljazeera รายงานว่า “ข้อพิพาทที่คุกรุ่นมานานได้ ‘ระเบิด’ ขึ้นอย่างกะทันหัน เราไม่ได้เห็นการปะทะกันจริงๆ มากนักบริเวณชายแดน แต่ทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว...”
การสู้รบมีต้นกำเนิดมาจากข้อพิพาทระยะยาวเรื่องพรมแดนที่ฝรั่งเศสขีดขึ้นระหว่างประเทศต่างๆ ในสมัยอาณานิคมของกัมพูชา ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีการสัญจรไปมาอย่างอิสระค่อนข้างมากมาหลายชั่วอายุคน
ข้อพิพาทยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ ลุกลามกลายเป็นการปะทะทางทหารที่มีผู้เสียชีวิตเมื่อกว่า 15 ปีที่แล้ว และปะทุขึ้นอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม เป็นเหตุให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตจากการยิงปะทะกันทางเหนือของพื้นที่ขัดแย้ง
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากทุ่นระเบิดที่กองทัพไทยระบุว่า เป็นทุ่นระเบิดที่กองกำลังกัมพูชาเพิ่งนำมาวางไว้บริเวณชายแดนฝั่งไทย
“กระแสชาตินิยมกำลังพุ่งสูงขึ้นในทั้งสองฝ่าย โดยกัมพูชาเพิ่งประกาศว่าจะเริ่มเกณฑ์ทหารตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา คือ ‘หัวใจสำคัญ’ ของการปลุกปั่นความตึงเครียดในประเทศจากข้อพิพาทนี้”
— เฉิง กล่าว
-New York Times-
สำนักข่าว New York Times รายงาน ไทม์ไลน์ความขัดแย้งล่าสุดระหว่างกัมพูชาและไทยตั้งแต่ปี 1907-2025
- 1907
ข้อพิพาทเรื่องพรมแดนสามารถสืบย้อนกลับไปถึงแผนที่ปี 1907 ซึ่งทำขึ้นในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครองกัมพูชา แผนที่ดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำหรับการอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาในพื้นที่บางส่วนของชายแดน แต่ความคลุมเครือของแผนที่ทำให้เกิดการตีความที่ขัดแย้งกัน และไทยได้โต้แย้งแผนที่ดังกล่าว
- 2008-2011
การสู้รบทางทหารปะทุขึ้นเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี 2008 โดยครั้งสุดท้ายที่ความตึงเครียดรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตคือ ในปี 2011 ซึ่งการสู้รบมุ่งเป้าไปที่พื้นที่ชายแดนป่าดงดิบ รวมถึงปราสาทโบราณที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิ์ จากนั้นก็ประกาศหยุดยิงหลังจากสู้รบมา 7 วัน
- 28 พ.ค.2025
ข้อพิพาทชายแดนทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังเกิดเหตุปะทะกันระหว่างสองประเทศเมื่อวันที่ 28 พ.ค.เป็นเหตุให้มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี
- 15 มิ.ย.2025
นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ของไทย สนทนาทางโทรศัพท์กับ ฮุน เซน ซึ่งการโทรในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ
- 18 มิ.ย.2025
ฮุน เซน โพสต์บันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเขา และนายกฯ แพทองธาร จุดชนวนให้เกิดกระแสต่อต้านขึ้นในประเทศไทย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสมาชิกรัฐสภาไทย ทั้งฝ่ายรัฐบาลผสมและฝ่ายค้าน ซึ่งพวกเขามองว่า นายกฯ แพทองธารดูหมิ่นกองทัพของประเทศตัวเอง และแสดงความนับถือผู้นำประเทศอื่นมากเกินไป
- 1 ก.ค.2025
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งพักราชการนายกฯ แพทองธาร ในกรณีละเมิดมาตรฐานจริยธรรมในการโทรศัพท์หารือกับ ฮุน เซน
- 16 ก.ค.2025
เกิดเหตุระเบิดของทุ่นระเบิดในพื้นที่พิพาท ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยหนึ่งในนั้นเหยียบทุ่นระเบิดจนขาขาดไป 1 ข้าง
- 23 ก.ค.2025
ไทยประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา รวมถึงเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับไทย และส่งเอกอัครราชทูตกัมพูชากลับประเทศ หลังเกิดเหตุระเบิดของทุ่นระเบิดเป็นครั้งที่ 2
-Independent-
สำนักข่าว Independent รายงานอัปเดตสถานการณ์รายวันว่า ไทย-กัมพูชา ปะทะกันเป็นวันที่ 2 ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 16 ราย
ไทยและกัมพูชายังคงสู้รบเป็นวันที่ 2 ในวันศุกร์ (25 ก.ค.) ขณะที่ความขัดแย้งทางชายแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจกลายเป็น ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กระทรวงสาธารณสุขของไทยระบุว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 14 รายและทหาร 1 นายจากการสู้รบจนถึงขณะนี้ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 46 ราย ส่วนรัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ แต่เจ้าหน้าที่จังหวัดอุดรมีชัยเผยว่า มีพลเรือนเสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บ 5 ราย
-Reuters-
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันเองว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนที่เป็นข้อพิพาท ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุปะทะกันเมื่อวันพฤหัสบดี (24 ก.ค.)
ตามข้อมูลของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ (International Institute for Strategic Studies) ในกรุงลอนดอนระบุว่า “การใช้เครื่องบินรบ F-16 ของไทยตอกย้ำถึงความได้เปรียบทางทหารเหนือกัมพูชา ซึ่งไม่มีเครื่องบินขับไล่ และมีกำลังพล รวมถึงยุทโธปกรณ์น้อยกว่าไทยมาก”
ประเทศอื่นว่าไงบ้าง...
หลังจากเกิดเหตุปะทะขึ้นในวันพฤหัสบดี (24 ก.ค.) หลายประเทศได้ออกมาเรียกร้องให้ไทย และกัมพูชาลดความตึงเครียดและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพิ่มเติม พร้อมทั้งขอให้ทั้งสองฝ่าย ‘ยับยั้งชั่งใจ’ และเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้เข้าใกล้บริเวณพรมแดนที่เป็นข้อพิพาท
-สหรัฐฯ-
ทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (24 ก.ค.) ว่า “สหรัฐฯ ‘กังวลอย่างยิ่ง’ กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น...สหรัฐฯ ขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบโดยทันที คุ้มครองพลเรือน และยุติความขัดแย้งโดยสันติ”
ขณะที่ สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยยืนยันว่าได้รับรายงานเกี่ยวกับความขัดแย้งแล้ว และทางสหรัฐฯ เรียกร้องให้พลเมืองที่พำนัก หรือเดินทางใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชาปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย
-อังกฤษ-
กระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรได้ออกคำเตือนถึงพลเมืองให้หลีกเลี่ยง ‘การเดินทางโดยไม่จำเป็น’ ภายในรัศมี 50 กิโลเมตรจากชายแดนกัมพูชา-ไทย
-จีน-
หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ย้ำจุดยืนที่ ‘ยุติธรรม’ และ ‘เป็นกลาง’ ของจีน “จีนจะยังคงกดดันให้มีการเจรจาและมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการลดความรุนแรงของสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา” หลิน เจี้ยน กล่าว
-มาเลเซีย-
อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย และประธานอาเซียน เรียกร้องให้มีการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ โดยระบุว่า “สันติภาพเป็นทางเลือกเดียว”
“ทั้งสองฝ่ายแสดง ‘ความเต็มใจ’ ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการสู้รบเพิ่มเติม” อันวาร์ กล่าว หลังจากที่เขาได้พูดคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศเมื่อเย็นวันพฤหัสบดี (24 ก.ค.)
-ญี่ปุ่น-
ญี่ปุ่นออกมาเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ ‘ความยับยั้งชั่งใจ’ และเจรจาเพื่อหาทางออกโดย ‘สันติ’“ญี่ปุ่นขอเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศคลี่คลายสถานการณ์ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค” ทาเคชิ อิวายะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (24 ก.ค.)
อิวายะกล่าวอีกว่า เขา ‘หวังอย่างยิ่ง’ ว่าความตึงเครียดระหว่างสองประเทศจะคลี่คลายลงโดยสันติผ่านการเจรจา
-สหภาพยุโรป-
สหภาพยุโรป (EU) เรียกร้องให้กัมพูชาและไทย ‘ลดความตึงเครียด’ จากการปะทะกันในเขตชายแดนที่เป็นข้อพิพาท หลังเกิดเหตุปะทะกันครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน
“สหภาพยุโรปกังวลอย่างยิ่งต่อความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นบริเวณชายแดน...เราขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียด และแก้ไขข้อพิพาทผ่าน ‘การเจรจา’ และ ‘สันติวิธี’ อื่นๆ โดยสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ” อานูอาร์ เอล อานูนี โฆษกสหภาพยุโรป กล่าว
(Photo by Courtesy of Facebook user Chatchak Ratsamikaeo / AFP)




