20 ก.พ. สื่อทั่วโลกต่างรายงานข่าวการเดินทางเยือนกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งถือเป็นการเดินทางแบบเซอร์ไพรส์ทริปในแบบที่แม้แต่บรรดาสื่อมวลชนเองก็คาดไม่ถึง อีกทั้งไม่มีการแจ้งล่วงหน้า แม้ในสมัยที่ไบเดนยังดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเคยเดินทางเยือนกรุงเคียฟหลายวาระ แต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่ไบเดนเดินทางเยือนยูเครนในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถมยังเป็นช่วงไม่กี่วันก่อนครบรอบ 1 ปีนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซียปะทุเป็นสงครามยืดเยื้อเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2022
แม้จะใช้เวลาอยู่ในกรุงเคียฟเพียง 5 ชั่วโมง แต่รายงานข่าวระบุว่าภารกิจนี้ถูกเตรียมการล่วงหน้านานนับเดือน ก่อนที่ไบเดนจะตัดสินใจแบบปุบปับฉับพลันเดินทางไปยังเคียฟทันทีแบบไม่แจ้งล่วงหน้า ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลวอชิงตันเพียงไม่กี่คนที่รู้
แม้จะใช้เวลาอยู่ในกรุงเคียฟเพียง 5 ชั่วโมง แต่รายงานข่าวระบุว่าภารกิจนี้ถูกเตรียมการล่วงหน้านานนับเดือน ก่อนที่ไบเดนจะตัดสินใจแบบปุบปับฉับพลันเดินทางไปยังเคียฟทันทีแบบไม่แจ้งล่วงหน้า ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลวอชิงตันเพียงไม่กี่คนที่รู้

20 ชั่วโมงลับของไบเดน
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ชื่อเป็นเป็นบุคคลที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุดในโลก การเดินทางเยือนต่างประเทศของผู้นำสหรัฐฯ ในทุกครั้ง ทัพสื่อมวลชนจะยกขบวนกันตามติดภารกิจของผู้นำสหรัฐฯ ถ่ายภาพทุกอิริยาบถ จดทุกคำพูดทว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ในกรุงวอชิงตันดี.ซี. ยังคงหลับใหล ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เดินทางถึงสถานีรถไฟในกรุงเคียฟราว 08.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของยูเครน ด้วยการนั่งรถไฟเดินทางข้ามคืนจากโปแลนด์ โดยที่ไม่มีสื่อมวลชนคนใดทราบ
แม้จะฟังดูเป็นการเดินทางในรูปแบบเดียวกับผู้นำประเทศอื่นอีกหลายคนที่เดินทางไปเคียฟ แต่การเดินทางของผู้นำที่สำคัญที่สุดของโลกรายนี้ ผ่านการวางแผนนานหลายเดือน โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ เพียงไม่กี่คนที่ทราบ ก่อนจะมีการตัดสินใจในครั้งสุดท้ายจากการประชุมกลุ่มเล็กๆ ภายในห้องทำงานรูปไข่เมื่อศุกร์ที่ 17 ก.พ.
นี่ถือเป็นภารกิจครั้งประวัติศาสตร์ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ แม้ว่าก่อนหน้านี้อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาจะเดินทางเยือนอัฟกานิสถานและอิรักแบบเซอร์ไพรส์ทริปมาแล้ว แต่การเยือนยูเครนถือเป็น ‘คนละเรื่อง’ เพราะเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปยังเขตสมรภูมิสงครามที่ไม่มีกองทัพสหรัฐฯ ประจำการอยู่ นั่นหมายความว่าต้องเข้มงวดเรื่องการรักษาความปลอดภัยอย่างยิ่ง
ไทม์ไลน์ลับของไบเดนเริ่มต้นเมื่อวันที่ 18 ก.พ. เขายังคงปราฏกตัวในที่สาธารณะด้วยการควงคู่ จิล ไบเดน สตรีหมายเลขหนึ่งไปรับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารในกรุงวอชิงตันดี.ซี. กระทั่งวันที่ 19 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ บรรดานักข่าวสายทำเนียบขาวจะทราบดีว่าเป็นวันหยุดพักผ่อนของประธานาธิบดีตามปกติ
ทว่าการเดินทางลับเริ่มขึ้นก่อนหน้านี้เกือบ 20 ชั่วโมง เมื่อประธานาธิบดีไบเดนเดินทางถึงฐานทัพอากาศแอนดรูวส์ในเวลาประมาณตี 4 ตามเวลาท้องถิ่นฝั่งตะวันออก ของวันอาทิตย์ที่ 19 ก.พ. ก่อนที่ไบเดนจะขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันรุ่น 757 หรือที่เรียกว่าเครื่อง C-32 ของกองทัพอากาศ (เครื่องบินลำใดก็ตามที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยสารจะใช้รหัสเรียกขานว่า แอร์ฟอร์ซวัน) พร้อมกับนักข่าว 2 คน คือ Sabrina Siddiqui นักข่าวจาก The Wall Street Journal และ Evan Vucci ช่างภาพจาก The Associated Press (AP) ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกลุ่มเล็กๆ ซึ่งรวมถึง เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ และรองเสนาธิการ เจน โอมัลลีย์ ดิลลอน เดินทางไปด้วย

Sabrina Siddiqui ผู้สื่อข่าวจาก The Wall Street Journal ระบุในรายงานของเธอว่า ช่วงค่ำจู่ๆ เธอได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวให้เดินทางไปเตรียมพร้อมที่ฐานทัพอากาศแอนดรูวส์ในเวลา 02.15 ของคืนวันเสาร์เข้าสู่เช้าวันอาทิตย์
เธอระบุว่าเมื่อถึงฐานทัพอากาศแอนดรูวส์ มีเครื่องบินแบบ 757 จอดรออยู่พร้อมถูกปิดหน้าต่างทุกบาน ทั้งเธอและช่างภาพจาก AP ได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่ให้เดินทางขึ้นเครื่องบิน พร้อมกับถูกยึดโทรศัพท์มือตลอดจนคอมพิวเตอร์ จนกว่าจะได้รับอนุญาต เมื่อทั้งสองขึ้นเครื่อง เพียงไม่นานเครื่่องบินก็ออกเดินทาง
เครื่องบินลำดังกล่าวถูกปิดหน้าต่างของห้องโดยสารมาตลอดเส้นทาง พวกเขาเดินทางมาเป็นเวลา 7 ชั่วโมง ก่อนจะได้รับการแจ้งว่าเครื่องบินจะลงจอดเพื่อเติมเชื้อเพลิงที่ฐานทัพอากาศของกองทัพสหรัฐฯ ในเมืองแรมสไตน์ ประเทศเยอรมนี ก่อนที่เที่ยวบินจะออกเดินทางต่อไปยังสนามบินเซอร์ซูฟ-จาซีออนกา ซึ่งตั้งอยู่ในโปแลนด์ไม่ไกลจากชายแดนยูเครน เมื่อเวลา 19.57 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น จนถึงจุดนี้ แม้แต่ Siddiqui และ Vucci ช่างภาพจาก AP ก็ยังไม่เห็นโจ ไบเดน แต่ทั้งสองได้รับแจ้งอย่างชัดเจนว่ากำลังเดินทางไปยูเครน
เมื่อเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันถึงยังสนามบินเซอร์ซูฟ-จาซีออนกา โจ ไบเดน ได้ปรากฏตัวครั้งแรกต่อนักข่าวทั้งสองคน ตลอดเส้นทางจากสนามบินเซอร์ซูฟ-จาซีออนกา ไปยังสถานีรถไฟ Przemysl Glowny ซึ่งเป็นเพียงทางรถไฟไม่กี่เส้นทางที่เดินทางไปยังเคียฟ ขบวนรถยนต์ไร้ซึ่งเสียงไซเรนใดๆ ก่อนจะมาถึงยังสถานีรถไฟที่มีตู้โดยสาร 8 ตู้จอดที่ทาสีฟ้าและมีแถบสีเหลืองตรงกลาง ซึ่งคล้ายกับรถไฟประเภทที่บรรทุกผู้ลี้ภัยชาวยูเครนไปยังโปแลนด์ กระทั่งเวลา 21.15 น.ตามเวลาท้องถิ่น ขบวนรถไฟคณะเดินทางทำเนียบขาวออกเดินทางมุ่งหน้ากรุงเคียฟ
หากใครที่ติดตามข่าวการเดินทางของไบเดน เราจะเห็นภาพถ่ายชุดหนึ่งที่ไบเดนนั่งอยู่ภายในห้องประชุมของตู้โดยสารบนรถไฟ นั่นคือภาพที่ถูกถ่ายโดยช่างภาพ AP ระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟ 10 ชั่วโมงไปยังกรุงเคียฟ ทั้งกระจกและผ้าม่านของทุกตู้โดยสารถูกปิดตลอดการเดินทาง ไ
ไบเดนได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ชอบเดินทางโดยรถไฟอยู่แล้ว เพราะครั้งที่เขายังเป็นสมาชิกวุฒิสภารัฐแมสซาชูเซตต์ ก็เคยใช้บริการรถไฟแอมแทรกซ์เดินทางไปมาระหว่างกรุงวอชิงตันกับรัฐแมสซาชูเซสต์ แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะมันคือการเยือนพื้นที่สงครามที่ไร้ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ ประจำการอยู่
คณะทำเนียบขาวมาถึงยังสถานี Kyiv-Pasazhyrsky ในกรุงเคียฟ ราว 8 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น ของวันที่ 20 ก.พ. ไบเดนได้รับการตอนรับโดยบริดเจด บริงก์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำยูเครน
หลังเสร็จสิ้นภารกิจ 5 ชั่วโมง เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงเผยต่อผู้สื่อข่าวสองคนที่ตามภารกิจลับนี้ว่า “ทริปเดินทางนี้ต้องอาศัยมาตรการความปลอดภัย การปฏิบัติการ และความพยายามด้านลอจิสติกส์จากผู้เชี่ยวชาญทั่วทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อทำสิ่งที่เป็นกิจการที่มีความเสี่ยงสูงให้อยู่ในระดับที่จัดการได้”
เธอระบุว่าเมื่อถึงฐานทัพอากาศแอนดรูวส์ มีเครื่องบินแบบ 757 จอดรออยู่พร้อมถูกปิดหน้าต่างทุกบาน ทั้งเธอและช่างภาพจาก AP ได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่ให้เดินทางขึ้นเครื่องบิน พร้อมกับถูกยึดโทรศัพท์มือตลอดจนคอมพิวเตอร์ จนกว่าจะได้รับอนุญาต เมื่อทั้งสองขึ้นเครื่อง เพียงไม่นานเครื่่องบินก็ออกเดินทาง
เครื่องบินลำดังกล่าวถูกปิดหน้าต่างของห้องโดยสารมาตลอดเส้นทาง พวกเขาเดินทางมาเป็นเวลา 7 ชั่วโมง ก่อนจะได้รับการแจ้งว่าเครื่องบินจะลงจอดเพื่อเติมเชื้อเพลิงที่ฐานทัพอากาศของกองทัพสหรัฐฯ ในเมืองแรมสไตน์ ประเทศเยอรมนี ก่อนที่เที่ยวบินจะออกเดินทางต่อไปยังสนามบินเซอร์ซูฟ-จาซีออนกา ซึ่งตั้งอยู่ในโปแลนด์ไม่ไกลจากชายแดนยูเครน เมื่อเวลา 19.57 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น จนถึงจุดนี้ แม้แต่ Siddiqui และ Vucci ช่างภาพจาก AP ก็ยังไม่เห็นโจ ไบเดน แต่ทั้งสองได้รับแจ้งอย่างชัดเจนว่ากำลังเดินทางไปยูเครน
เมื่อเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันถึงยังสนามบินเซอร์ซูฟ-จาซีออนกา โจ ไบเดน ได้ปรากฏตัวครั้งแรกต่อนักข่าวทั้งสองคน ตลอดเส้นทางจากสนามบินเซอร์ซูฟ-จาซีออนกา ไปยังสถานีรถไฟ Przemysl Glowny ซึ่งเป็นเพียงทางรถไฟไม่กี่เส้นทางที่เดินทางไปยังเคียฟ ขบวนรถยนต์ไร้ซึ่งเสียงไซเรนใดๆ ก่อนจะมาถึงยังสถานีรถไฟที่มีตู้โดยสาร 8 ตู้จอดที่ทาสีฟ้าและมีแถบสีเหลืองตรงกลาง ซึ่งคล้ายกับรถไฟประเภทที่บรรทุกผู้ลี้ภัยชาวยูเครนไปยังโปแลนด์ กระทั่งเวลา 21.15 น.ตามเวลาท้องถิ่น ขบวนรถไฟคณะเดินทางทำเนียบขาวออกเดินทางมุ่งหน้ากรุงเคียฟ
หากใครที่ติดตามข่าวการเดินทางของไบเดน เราจะเห็นภาพถ่ายชุดหนึ่งที่ไบเดนนั่งอยู่ภายในห้องประชุมของตู้โดยสารบนรถไฟ นั่นคือภาพที่ถูกถ่ายโดยช่างภาพ AP ระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟ 10 ชั่วโมงไปยังกรุงเคียฟ ทั้งกระจกและผ้าม่านของทุกตู้โดยสารถูกปิดตลอดการเดินทาง ไ
ไบเดนได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ชอบเดินทางโดยรถไฟอยู่แล้ว เพราะครั้งที่เขายังเป็นสมาชิกวุฒิสภารัฐแมสซาชูเซตต์ ก็เคยใช้บริการรถไฟแอมแทรกซ์เดินทางไปมาระหว่างกรุงวอชิงตันกับรัฐแมสซาชูเซสต์ แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะมันคือการเยือนพื้นที่สงครามที่ไร้ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ ประจำการอยู่
คณะทำเนียบขาวมาถึงยังสถานี Kyiv-Pasazhyrsky ในกรุงเคียฟ ราว 8 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น ของวันที่ 20 ก.พ. ไบเดนได้รับการตอนรับโดยบริดเจด บริงก์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำยูเครน
หลังเสร็จสิ้นภารกิจ 5 ชั่วโมง เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงเผยต่อผู้สื่อข่าวสองคนที่ตามภารกิจลับนี้ว่า “ทริปเดินทางนี้ต้องอาศัยมาตรการความปลอดภัย การปฏิบัติการ และความพยายามด้านลอจิสติกส์จากผู้เชี่ยวชาญทั่วทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อทำสิ่งที่เป็นกิจการที่มีความเสี่ยงสูงให้อยู่ในระดับที่จัดการได้”

เที่ยวบินไร้เงาของบุช
ความสำเร็จในภารกิจลับของไบเดน ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ หายเข้ากลีบเมฆเดินทางลงพื้นที่ขัดแย้งที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ภารกิจลับสะเทือนโลกที่ถือเป็นหมุดหมายในการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อมา สามารถเดินทางในภารกิจลับลักษณะเช่นนี้ได้ เริ่มมาจากการเดินทางเยือนพื้นที่สงครามอิรักในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชย้อนกลับไปเมื่อ 27 พ.ย. 2003 ประธานาธิบดีบุชสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเดินทางเยี่ยมทหารอเมริกันที่ปฏิบัติการในอิรัก เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิรักหลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งการเดินทางครั้งนั้นถือเป็นภารกิจลับสุดยอดที่แม้แต่ บาบารา บุช สตรีหมายเลขหนึ่ง และสมาชิกในครอบครัวบุชก็ยังไม่ทราบ กระทั่งมีเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวแจ้งต่อสตรีหมายเลขหนึ่งภายหลัง
เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากบาบาราทราบว่าสามีของเธอเดินทางไปฐานทัพ Victory Camp ในอิรัก ช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 27 พ.ย. 2003 แอร์ฟอร์ซวันร่อนลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติแบกแดด โดยไม่มีใครทราบมาก่อน พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่กลุ่มเล็กๆ ยืนรอต้อนรับด้วยใบหน้าอันตึงเครียด เพราะนี่ไม่ใช่การมาเยือนของคนทั่วไป แต่คือประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่กำลังปฏิบัติภารกิจลับ ซึ่งมีรายละเอียดเพียงไม่กี่คนที่รู้
เมื่อถึงสนามบินแบกแดด ผู้ติดตามของบุชที่มีอยู่ไม่กี่คนซึ่งร่วมถึง คอนโดลีซซา ไรซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติในเวลานั้น ก้าวลงจากเครื่องบินก่อนจะเดินไปยังเฮลิคอปเตอร์ที่จอดรออยู่ มุ่งหน้าไปยังฐานทัพของทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการในอิรัก
การเดินทางครั้งนี้เป็นการแสดงท่าทีที่ไม่ธรรมดาซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นการแสดงท่าทีของบุช ที่มองว่าเป็นความพยายามที่จะแสดงความสำคัญในภารกิจอิรักที่เขายึดมั่นท่ามกลางข้อครหาและข้อวิจารณ์มากมายถึงความเหมาะสมในการรุกรานอิรัก
ในรายงานข่าวของนิวยอร์กไทม์เมื่อ 19 ปีก่อน ดักลาส บริงคลีย์ นักประวัติศาสตร์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ต่อซีเอ็นเอ็นว่า แม้การบุกอิรักของกองทัพสหรัฐฯ จะมีข้อถกเถียงมากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทริปของบุชถือเป็น “หนึ่งในช่วงเวลาสำคัญในประวัติของเขา ทั้งยังสร้างความตื่นเต้นอันน่าเหลือเชื่อต่อพลเมืองชาวอเมริกัน ที่แสดงให้ถึงศักยภาพของผู้นำสหรัฐฯ ที่จะทำสิ่งใดก็ได้ในแบบที่โลกต้องเซอร์ไพรส์”

ในสารคดีของ National Geographic ที่นำเสนอเรื่องราวของเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน มีตอนหนึ่งที่สัมภาษณ์ พันเอก สกอตต์ เทอเนอร์ (Col. Scott Turner) อดีตนักบินเครื่องแอร์ฟอร์ซวันที่ทำภารกิจนำบุชเดินทางไปอิรัก
เทอเนอร์เล่าว่า ในวันพุธก่อนหน้าวันขอบคุณพระเจ้า ประธานาธิบดีบุชเดินทางออกจากเมืองครอว์ฟอร์ด ในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นที่ตั้งของไร่ตระกูลบุช ด้วยขบวนรถยนต์ที่ไม่มีเครื่องหมาย จากสนามบินในรัฐเท็กซัสมายังฐานทัพอากาศแอนดรูว์นอกกรุงวอชิงตันซึ่งมีที่ปรึกษาสองสามคนและนักข่าวจำนวนหนึ่งที่ให้คำมั่นว่าจะรักษาความลับในการเดินทางครั้งนี้
ก่อนขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ซึ่งถูกเปลี่ยนรหัสเรียกขานเพื่อความปลอดภัย ได้เดินทางในลักษณะ Dark Flight หรือไม่เปิดเผยพิกัดและเส้นทางบิน มุ่งหน้าไปยังสนามบินกรุงแบกแดด โดยมาถึงในเวลาประมาณพลบค่ำของอิรัก บุชใช้เวลาที่สนามบินแบกแดดราว 2 ชั่วโมง 32 นาที รับประทานอาหารกับแอล. พอล เบรเมอร์ที่ 3 ประธานคณะเสนาธิการทหารของกองทัพสหรัฐฯ ที่นั่น พร้อมกับอวยพรวันขอบคุณพระเจ้ากับทหารที่ประจำการที่นั่นราว 600 นาย ก่อนจะเดินทางไปพบกับรัฐบาลท้องถิ่นอิรักและพบปะกับทหารอเมริกันในฐานทัพ Victory Camp ตามกำหนดการ
พันเอก สกอตต์ เทอเนอร์ เล่าผ่านสารคดีว่า ภารกิจลับทริปนี้นับว่าสร้างความกังวลต่อทีมรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีมาก เนื่องจากไม่กี่วันก่อนหน้าที่บุชจะมาถึง ได้เกิดเหตุเครื่องบินคาร์โก้สินค้าของ DHL ถูกขีปนาวุธของกลุ่มก่อการร้ายยิงจนได้รับความเสียหาย ก่อนที่จะเดินทางถึงสนามบินแบกแดด อย่างไรก็ตาม ขีปนาวุธดังกล่าวต้องอาศัยการสัมผัสกับเป้าหมายด้วยสายตา แต่ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพในความมืด นั่นทำให้ พล.ต.ดอน เชพเพิร์ด หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนในเวลานั้น ตัดสินใจว่าเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันควรเดินทางในเวลากลางคืน พร้อมกับไม่มีการเปิดสัญญาเรดาร์และไฟบริเวณปีกเครื่องบิน เพื่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด
หากเทียบกับกรณีไบเดนไปยูเครนแล้ว แม้การเดินทางของบุชจะดูเรียบง่ายไม่ซับซ้อนเหมือนไบเดนที่ต้องต่อรถไฟอีกหลายชั่วโมง แต่สิ่งท้าทายที่เหมือนกันคือ จะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ทีมงานของทำเนียบขาวต้องแน่ใจว่าไม่มีรายละเอียดของการเยี่ยมชมรั่วไหลไปยังสื่อหรือสาธารณชน เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของประธานาธิบดีและทีมงานของเขา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองภารกิจคือ ต้องดำเนินการบนพื้นฐาน ‘จำเป็นต้องรู้’ อย่างเข้มงวด
โดยมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับแจ้งรายละเอียดของการเยือน ซึ่งรวมถึงตัวประธานาธิบดีเอง กลุ่มเจ้าหน้าที่อาวุโสที่ได้รับการคัดเลือก และบุคลากรทางทหารที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการวางแผนและการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งอย่างที่เขียนในข้างต้นว่า หากเทียบกันแล้ว ภารกิจของไบเดนนับว่ามีความเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ เดินทางไปยังพื้นที่สงครามโดยปราศจากกองทัพสหรัฐฯ ประจำการอยู่
การเยือนทั้งสองครั้งนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงการวางแผนอย่างรอบคอบและการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาว ซึ่งสามารถทำภารกิจลับที่มีความซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ ทั้งยังเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อันทรงพลังในขีดความสามารถของผู้นำชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ให้โลกได้ประจักษ์
เทอเนอร์เล่าว่า ในวันพุธก่อนหน้าวันขอบคุณพระเจ้า ประธานาธิบดีบุชเดินทางออกจากเมืองครอว์ฟอร์ด ในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นที่ตั้งของไร่ตระกูลบุช ด้วยขบวนรถยนต์ที่ไม่มีเครื่องหมาย จากสนามบินในรัฐเท็กซัสมายังฐานทัพอากาศแอนดรูว์นอกกรุงวอชิงตันซึ่งมีที่ปรึกษาสองสามคนและนักข่าวจำนวนหนึ่งที่ให้คำมั่นว่าจะรักษาความลับในการเดินทางครั้งนี้
ก่อนขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ซึ่งถูกเปลี่ยนรหัสเรียกขานเพื่อความปลอดภัย ได้เดินทางในลักษณะ Dark Flight หรือไม่เปิดเผยพิกัดและเส้นทางบิน มุ่งหน้าไปยังสนามบินกรุงแบกแดด โดยมาถึงในเวลาประมาณพลบค่ำของอิรัก บุชใช้เวลาที่สนามบินแบกแดดราว 2 ชั่วโมง 32 นาที รับประทานอาหารกับแอล. พอล เบรเมอร์ที่ 3 ประธานคณะเสนาธิการทหารของกองทัพสหรัฐฯ ที่นั่น พร้อมกับอวยพรวันขอบคุณพระเจ้ากับทหารที่ประจำการที่นั่นราว 600 นาย ก่อนจะเดินทางไปพบกับรัฐบาลท้องถิ่นอิรักและพบปะกับทหารอเมริกันในฐานทัพ Victory Camp ตามกำหนดการ
พันเอก สกอตต์ เทอเนอร์ เล่าผ่านสารคดีว่า ภารกิจลับทริปนี้นับว่าสร้างความกังวลต่อทีมรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีมาก เนื่องจากไม่กี่วันก่อนหน้าที่บุชจะมาถึง ได้เกิดเหตุเครื่องบินคาร์โก้สินค้าของ DHL ถูกขีปนาวุธของกลุ่มก่อการร้ายยิงจนได้รับความเสียหาย ก่อนที่จะเดินทางถึงสนามบินแบกแดด อย่างไรก็ตาม ขีปนาวุธดังกล่าวต้องอาศัยการสัมผัสกับเป้าหมายด้วยสายตา แต่ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพในความมืด นั่นทำให้ พล.ต.ดอน เชพเพิร์ด หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนในเวลานั้น ตัดสินใจว่าเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันควรเดินทางในเวลากลางคืน พร้อมกับไม่มีการเปิดสัญญาเรดาร์และไฟบริเวณปีกเครื่องบิน เพื่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด
หากเทียบกับกรณีไบเดนไปยูเครนแล้ว แม้การเดินทางของบุชจะดูเรียบง่ายไม่ซับซ้อนเหมือนไบเดนที่ต้องต่อรถไฟอีกหลายชั่วโมง แต่สิ่งท้าทายที่เหมือนกันคือ จะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ทีมงานของทำเนียบขาวต้องแน่ใจว่าไม่มีรายละเอียดของการเยี่ยมชมรั่วไหลไปยังสื่อหรือสาธารณชน เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของประธานาธิบดีและทีมงานของเขา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองภารกิจคือ ต้องดำเนินการบนพื้นฐาน ‘จำเป็นต้องรู้’ อย่างเข้มงวด
โดยมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับแจ้งรายละเอียดของการเยือน ซึ่งรวมถึงตัวประธานาธิบดีเอง กลุ่มเจ้าหน้าที่อาวุโสที่ได้รับการคัดเลือก และบุคลากรทางทหารที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการวางแผนและการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งอย่างที่เขียนในข้างต้นว่า หากเทียบกันแล้ว ภารกิจของไบเดนนับว่ามีความเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ เดินทางไปยังพื้นที่สงครามโดยปราศจากกองทัพสหรัฐฯ ประจำการอยู่
การเยือนทั้งสองครั้งนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงการวางแผนอย่างรอบคอบและการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาว ซึ่งสามารถทำภารกิจลับที่มีความซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ ทั้งยังเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อันทรงพลังในขีดความสามารถของผู้นำชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ให้โลกได้ประจักษ์



