สงครามยูเครนรัสเซียความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานครบปีในวันที่ 24 ก.พ. จากจุดเริ่มต้นของวันดังกล่าวเมื่อปี 2022 กองทัพรัสเซียเปิดฉากข้ามเส้นพรมแดนเข้ามายังยูเครน โดยแบ่งเป็นแนวรบ 4 ด้าน ทิศเหนือมุ่งสู่กรุงเคียฟ ตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งสู่คาร์คีฟ ตะวันออกในภูมิภาคดอนบาส และทางใต้สู่เคอร์ซอน มีจุดมุ่งหมายยังกรุงเคียฟอันเป็นศูนย์กลางบัญชาการของกองทัพยูเครน
แม้ยูเครนจะมีกำลังทหารตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยกว่ารัสเซียในหลายด้าน แต่ด้วยความกล้าหาญไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆของชาวยูเครนประกอบกับได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากพันธมิตรนาโต ทำให้ยูเครนสามารถต้านทานกำลังของกองทัพรัสเซียได้นานหลายเดือน กระทั่งช่วงปลายปี 2022 ยูเครนสามารถผลักดันให้แนวรบของกองทัพรัสเซียเหลืออยู่ทางด้านตะวันออกของประเทศ
มกราคม 2023 วลาดิมีร์ ปูติน มีคำสั่งเปลี่ยนตัวนายพลผู้บัญชาการกองทัพรัสเซียที่ทำศึกยูเครน การเปลี่ยนตัวม้าศึกครั้งนี้นับว่าได้รับการจับตาจากหลายส่วน โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เนื่องจากปูตินได้แต่งตั้งพลเอกอาวุโสวาเลอรี เกราซีมอฟ (Valery Gerasimov) เสนาธิการใหญ่กองทัพรัสเซีย วัย 67 ปีให้เป็นผู้นำทัพในสงครามยูเครน แทนที่พลเอกเซอร์เก ซูโรวิกิน ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2022 ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสครั้งใหญ่ที่สุดของรัสเซียนับตั้งแต่เริ่มรุกรานยูเครน
กลาโหมสหรัฐฯ มองว่าการที่เครมลินตั้งพลเอกวาเลรี เกราซีมอฟ ตำแหน่งผู้บัญชาการของปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครนคนใหม่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความท้าทายที่กองทัพรัสเซียเผชิญอยู่จากการทำศึกยูเครน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการสั่งการ การส่งกำลัง ขวัญกำลังใจของกำลังพล จนถึงความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้แต่แรกที่รัสเซียต้องการยึดกรุงเคียฟ
สำหรับเกราซีมอฟ นับว่าเป็นหนึ่งในนายทหารระดับสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีปูตินอย่างมาก เขาเป็นหนึ่งในประธานคณะเสนาธิการร่วมของ 3 เหล่าทัพของรัสเซียตั้งแต่ปี 2012 ทั้งยังมีรายงานที่เชื่อว่าเกราซีมอฟเป็นหนึ่งในทหารระดับสูง 1 ใน 3 ที่ครอบครองกระเป๋ารหัสลับปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียด้วย
การแต่งตั้งเกราซีมอฟในช่วงต้นปี 2023 ประกอบกับเป็นช่วงที่มีข่าวว่าปูตินสั่งเตรียมพร้อมซ้อมรบด้วยอาวุธนิวเคลียร์ จึงไม่แปลกที่หน่วยงานความมั่นคงของนาโตและสหรัฐฯ จะจับตาเป็นพิเศษ
แม้ยูเครนจะมีกำลังทหารตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยกว่ารัสเซียในหลายด้าน แต่ด้วยความกล้าหาญไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆของชาวยูเครนประกอบกับได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากพันธมิตรนาโต ทำให้ยูเครนสามารถต้านทานกำลังของกองทัพรัสเซียได้นานหลายเดือน กระทั่งช่วงปลายปี 2022 ยูเครนสามารถผลักดันให้แนวรบของกองทัพรัสเซียเหลืออยู่ทางด้านตะวันออกของประเทศ
มกราคม 2023 วลาดิมีร์ ปูติน มีคำสั่งเปลี่ยนตัวนายพลผู้บัญชาการกองทัพรัสเซียที่ทำศึกยูเครน การเปลี่ยนตัวม้าศึกครั้งนี้นับว่าได้รับการจับตาจากหลายส่วน โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เนื่องจากปูตินได้แต่งตั้งพลเอกอาวุโสวาเลอรี เกราซีมอฟ (Valery Gerasimov) เสนาธิการใหญ่กองทัพรัสเซีย วัย 67 ปีให้เป็นผู้นำทัพในสงครามยูเครน แทนที่พลเอกเซอร์เก ซูโรวิกิน ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2022 ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสครั้งใหญ่ที่สุดของรัสเซียนับตั้งแต่เริ่มรุกรานยูเครน
กลาโหมสหรัฐฯ มองว่าการที่เครมลินตั้งพลเอกวาเลรี เกราซีมอฟ ตำแหน่งผู้บัญชาการของปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครนคนใหม่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความท้าทายที่กองทัพรัสเซียเผชิญอยู่จากการทำศึกยูเครน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการสั่งการ การส่งกำลัง ขวัญกำลังใจของกำลังพล จนถึงความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้แต่แรกที่รัสเซียต้องการยึดกรุงเคียฟ
สำหรับเกราซีมอฟ นับว่าเป็นหนึ่งในนายทหารระดับสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีปูตินอย่างมาก เขาเป็นหนึ่งในประธานคณะเสนาธิการร่วมของ 3 เหล่าทัพของรัสเซียตั้งแต่ปี 2012 ทั้งยังมีรายงานที่เชื่อว่าเกราซีมอฟเป็นหนึ่งในทหารระดับสูง 1 ใน 3 ที่ครอบครองกระเป๋ารหัสลับปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียด้วย
การแต่งตั้งเกราซีมอฟในช่วงต้นปี 2023 ประกอบกับเป็นช่วงที่มีข่าวว่าปูตินสั่งเตรียมพร้อมซ้อมรบด้วยอาวุธนิวเคลียร์ จึงไม่แปลกที่หน่วยงานความมั่นคงของนาโตและสหรัฐฯ จะจับตาเป็นพิเศษ

ขุนพลคู่ใจปูติน
นายพลวาเลรี เกราซีมอฟ เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องเป็นวงกว้างในทั้งแวดวงทหารและแวดวงการเมืองรัสเซีย เขามีส่วนสำคัญในการยกระดับกองทัพรัสเซีย ตลอดจนนำเสนอแนวการรบที่เรียกว่า ‘ยุทธวิธีเกราซีมอฟ’ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ของปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในหลายครั้งตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านวาเลรี เกราซีมอฟ เกิดเมื่อวันที่ 8 กันยายน 1955 ในเมืองคาซาน สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตปกครองตนเองตาตาร์ เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนการทหารคาซาน ซูโวรอฟในปี 1973 ต่อมาได้เข้าร่วมโรงเรียนทหารของเสนาธิการกองทัพแห่งสหภาพโซเวียตซึ่งเขาจบการศึกษาในปี 1984
เกราซีมอฟเติบโตมาในกองกำลังทหารบกรถถังของรัสเซียเรื่อยมา ในปี 1997 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารรัสเซีย ซึ่งเป็นสถาบันทางทหารระดับสูง หลังจบโรงเรียนเสธฯ เขารับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการหน่วยรบของรัสเซียในหลายพื้นที่ ทั้งยังมีส่วนในปฏิบัติการช่วงปลายยุคโซเวียตทั้งในและนอกประเทศหลายครั้ง รวมถึงกองทัพโซเวียตในเยอรมนีตะวันออกและหน่วยข่าวกรองกลาง
ปี 2006 เกราซีมอฟ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการของเขตทหารเลนินกราด กระทั่งปี 2012 เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองทัพสหพันธรัฐรัสเซีย จากความสามารถในฐานะผู้นำ การวางแผเชิงกลยุทธ์ และความสามารถในการพัฒนากองทัพรัสเซียให้ทันสมัยทำให้เกราซีมอฟ เหรียญประดับยศมากมาย รวมถึงอิสริยาภรณ์ Order of Merit for the Fatherland, Order of Military Merit และ Order of Alexander Nevsky อีกทั้งยังเคยรับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการพาเหรดทหาร 3 เหล่าทัพของรัสเซียในการเดินสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะ Victory Day ที่จัตุรัสแดงถึง 4 ครั้งตั้งแต่ 2009-2012
ในแง่ประวัติส่วนตัวด้านการทำงานและการศึกษา ดูเหมือนนายพลผู้นี้จะเติบโตตามสายบังคับบัญชาในกองทัพแบบปกติเหมือนกับบรรดานายพลรัสเซียคนอื่นๆ ทั้งยังเป็นนายพลที่ค่อนข้างเก็บตัวโลว์โปรไฟล์มาก แต่สิ่งที่โดดเด่นของนายพลรายนี้คือ แนวคิดการรบในแบบที่เขานำเสนอและบทบาทของเขาที่มีต่อการสนับสนุนด้านกำลังพลของรัสเซียต่อสมรภูมิรบในซีเรีย จนถึงผนวกไครเมียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

ยุทธวิธีเกราซีมอฟ สงครามไฮบริดแบบรัสเซีย
นายพลเกราซีมอฟ เป็นที่รู้จักจากหลักเกราซีมอฟ (Gerasimov doctrine) ซึ่งเป็นยุทธวิธีการทำสงครามผสม (Hybrids War) ในรูปแบบของรัสเซียที่เป็นการใช้วิธีปฏิบัติการทางทหารผสมผสาน ยุทธวิธีทางเทคโนโลยี การทูต เศรษฐกิจ มนุษยธรรม การข่าว และอีกหลายรูปแบบ เพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ โดยตระหนักว่ายุทธวิธีทางทหารแบบดั้งเดิมไม่เพียงพอที่จะจัดการกับความท้าทายที่ซับซ้อนของสงครามสมัยใหม่อีกต่อไปที่จริงแล้วคนที่บัญญัติคำว่า ‘หลักการเกราซีมอฟ หรือ Gerasimov doctrine’ กลับเป็นนายมาร์ก กาเลียตตี (Mark Galeotti) นักรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน (UCL School of Slavonic and East European Studies) ซึ่งกาเลียตติระบุในเว็บบล็อกของเขาที่ชื่อ ‘In Moscow Shadows’
กาเลียตติพบว่า มีการตีพิมพ์บทความชิ้นหนึ่งใน Voenno-Promyshlennyi Kurier ซึ่งเป็นเว็บบล็อกทางทหารในรัสเซีย ซึ่งบทความนี้เป็นการนำเสนอมุมมองของนายพลเกราซีมอฟต่อแนวทางการทำสงครามในอนาคต โดยเป็นการถอดคำพูดของเขาที่เคยกล่าวในสุนทรพจน์ประจำปีของเขาที่ Russian Military Academy of Science ในเดือนมีนาคม 2013
เกราซีมอฟได้อธิบายว่า การทำสงครามได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในศตวรรษที่ 21 ปฏิบัติการทางทหารแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะบรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์อีกต่อไป หลักการนี้เน้นย้ำถึงการใช้วิธีการที่ไม่ใช่ทางทหารที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อ การโจมตีทางไซเบอร์ และการจัดฉากทางการเมือง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์
หลักเกราซีมอฟระบุว่าสงครามสมัยใหม่มีลักษณะเป็นเส้นแบ่งที่พร่ามัวระหว่างสงครามและสันติภาพ และความขัดแย้งมักไม่ได้ต่อสู้ในสนามรบ แต่อยู่ในขอบเขตของข้อมูลและการเมือง ทั้งเน้นความสำคัญของการควบคุมเรื่องเล่าของความขัดแย้งและการกำหนดความคิดเห็นสาธารณะเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ ด้วยการผสมผสานระหว่างกำลังทหารและวิธีการที่ไม่ใช่ทางทหาร
เกราซีมอฟมองว่า ควรใช้กำลังทหารเพื่อสร้างเงื่อนไขต่อไปสำหรับการใช้วิธีการที่ไม่ใช่ทางทหารเพื่อปฏิบัติการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และควรใช้วิธีการที่ไม่ใช่ปฏิบัติการทางทหารเพื่อทำให้ศัตรูอ่อนแอลงและสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการทางทหารเช่นกัน
หลักการนี้ถูกนำเสนอในปี 2013 แต่เหตุการณ์ที่สะท้อนได้ชัดเจนถึงผลลัพธ์ของหลักการนี้คือ เหตุการณ์ที่รัสเซียสามารถผนวกไครเมียได้สำเร็จในปี 2014 ซึ่งนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทางทหารมองว่า รูปแบบปฏิบัติการของรัสเซียในไครเมีย สอดคล้องกับหลักเกราซีมอฟอย่างมาก
แม้ผลลัพธ์เรื่องไครเมียจะชัดเจน แต่หลักการนี้ก็นับว่าเป็นการ ‘เผชิญหน้าทางวิชาการ’ จากหลายฝ่าย แม้ถูกมองว่า Gerasimov doctrine การตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงไปของความขัดแย้งในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีความซับซ้อนและมีหลายมิติมากขึ้น ทว่าหลักนี้สะท้อนถึงความปรารถนาของรัสเซียที่จะอ้างตนเป็นมหาอำนาจระดับโลก นักวิจารณ์จำนวนไม่น้อยมองว่า หลักคำสอนเกราซิมอฟทำให้เส้นแบ่งระหว่างสงครามกับสันติภาพดูคลุมเครือพร่ามัว
การใช้ปฏิบัติการที่ไม่ใช่ทางทหารแต่แฝงนัยยะซ้อนเร้น เปิดโอกาสให้มีการกระทำที่ก้าวร้าวต่อพลเรือนมากขึ้น ซึ่งขาดการปฏิบัติการทางทหารแบบดั้งเดิม พวกเขายังโต้แย้งว่าหลักคำสอนนี้ออกแบบมาเพียงเพื่อให้รัสเซียบรรลุวัตถุประสงค์ด้วยวิธีการแอบแฝง โดยป้องกันไม่ให้ฝ่ายศัตรูใช้เป็นข้ออ้างในการเปิดปฏิบัติการตอบโต้ทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ
แม้คอนเซปต์จะฟังดูดี แต่แนวคิดนี้ก็ได้รับคำวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญในรัสเซียเช่นกัน โดยพวกเขามองว่าเกราซิมอฟไมได้นำเสนอสิ่งใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นการยกแนวคิดการรบในยุคก่อนมาปัดฝุ่นใหม่เท่านั้นเอง เช่นเดียวกับตัวเกราซีมอฟเองที่ก็ได้รับเสียงวิจารณ์ว่า แม้เกราซีมอฟจะพยายามปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย รวมถึงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ราคาแพงรุ่นใหม่ แต่กลับยังไม่สามารถเอาชนะยูเครนประเทศที่มีกำลังพลและขนาดประเทศที่เล็กกว่าได้
เช่นเดียวกับเยฟเกนี พริโกซิน หัวหน้าและผู้ก่อกลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์ และรัมซาน คาดีรอฟ ผู้นำสาธารณรัฐเชเชน ต่างวิจารณ์เกราซีมอฟด้วยเช่นกันว่าไม่ได้มีส่วนช่วงกองกำลังกึ่งอิสระในการเอาชนะในสมรภูมิยูเครนที่พวกยึดมาได้ ทั้งหมดเป็นฝีมือของกลุ่มพวกนักรบอิสระเองมากกว่า
อย่างไรก็ตามแนวทางเกราซีมอฟ ก็นับเป็นกลยุทธ์ทางทหารรูปแบบหนึ่งที่เน้นการใช้วิธีการที่ไม่ใช่ทางทหารเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองและยุทธศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปของรูปแบบความขัดแย้งในศตวรรษที่ 21 และแม้ว่าหลักคำสอนนี้ยังคงถูกถกเถียงและอภิปรายเป็นวงกว้างทั้งในแวดวงวิชาการและการเมือง
แต่ผลกระทบต่ออนาคตของสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่สองจะเป็นอย่างไรต่อไป ภายใต้การนำของ วาเลรี เกราซีมอฟ ยังคงต้องรอดูกันต่อไป



