โลกเราในทุกวันนี้ ดำเนินไปด้วยความย้อนแย้งในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการรณรงค์ลดโลกร้อนที่ทุกประเทศทั่วโลกทำอยู่ แต่ข้อมูลที่สะท้อนความเป็นจริงในความพยายามของทั่วโลกกลับบอกเราว่าความพยายามทั้งหลายทั้งปวงอาจสูญเปล่า เช่น การลดผลิต ลดการใช้ถ่านหิน และหันมาผลิตและใช้พลังงานสะอาดแทน
เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา มีข่าวด้านสิ่งแวดล้อมเล็กๆ ว่าเกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมโลกชาวสวีเดนวัย 20 ปี ถูกตำรวจเยอรมนีจับพร้อมผู้ประท้วงโลกร้อนจำนวนหนึ่ง หลังจากเธอและเพื่อนๆ ชุมนุมเพื่อขัดขวางการรื้อหมู่บ้านเพื่อขยายเหมืองถ่านหิน
ตำรวจเยอรมนีในรัฐนอร์ทไรน์-เวสท์ฟาเลินเข้าจับกุมทุนแบร์พร้อมกับนักประท้วงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกที่หมู่บ้านลุตเซียราธ (Luetzerath) โดยในวิดีโอคลิปที่เผยแพร่ไปทั่วโลกแสดงภาพเหตุการณ์ตำรวจเยอรมนีพยายามสลายม็อบด้วยการผลักและดันทุนแบร์และนักเคลื่อนไหวต่อต้านคนอื่นๆ อีกประมาณ 10 คนที่ไม่ยอมออกไปจากพื้นที่ชุมนุม
โดยทุนแบร์และผู้ประท้วงอื่นๆ ร่วม 6,000 คนเดินเท้าฝ่าฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องจนหนทางเต็มไปด้วยดินโคลนเพื่อไปยังหมู่บ้านลุตเซียราธซึ่งตั้งอยู่ในรัฐนอร์ทไรน์-เวสท์ฟาเลินของเยอรมนี
การรื้อถอนหมู่บ้านเพื่อขยายพื้นที่ให้แก่เหมืองผลิตถ่านหิน เป็นข้อตกลงระหว่าง RWE AG บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีและรัฐบาลเบอร์ลินที่แลกเปลี่ยนการอนุญาตให้รื้อถอนหมู่บ้านลุตเซียราธ เพื่อให้มีการเลิกใช้พลังงานถ่านหินเร็วขึ้นและเป็นการช่วยไม่ให้หมู่บ้านเดิมจำนวน 5 แห่งต้องถูกรื้อถอน
หนังสือพิมพ์บิลด์ของเยอรมัน รายงานว่า ทุนแบร์เดินทางมาถึงกลุ่มชุมนุมประท้วงเมื่อวันเสาร์ (14 ม.ค.) และถูกตำรวจปราบจลาจลเยอรมนี 2 นายใช้กำลังลากตัวออกไป
ขณะที่สื่อเยอรมนีอีกแห่งคือ DW รายงานเมื่อวันเสาร์ (14 ม.ค.) ว่าวันนี้เป็นวันที่ 4 ที่เกิดการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจเยอรมนีและผู้ประท้วงและในการสลายการชุมนุมโดยตำรวจเยอรมันไม่ต่ำกว่า 70 นาย ทำให้ผู้ประท้วงโลกร้อน 9 คนได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ โชคดีไม่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ส่วนทุนแบร์ที่ถูกตำรวจรวบตัวไป กล่าวตำหนิรัฐบาลเยอรมนีของนายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ ว่า รัฐบาลเยอรมนีกำลังสร้างความขายหน้าให้กับตัวเอง รัฐบาลและบริษัททุนกำลังรวมหัวกันเพื่อทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติ และทำให้คนจำนวนมากมายต้องตกอยู่ในความเสี่ยง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ชาวเยอรมนีทั้งประเทศช่วยกันทำให้คาร์บอนอยู่ใต้ดิน
เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา มีข่าวด้านสิ่งแวดล้อมเล็กๆ ว่าเกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมโลกชาวสวีเดนวัย 20 ปี ถูกตำรวจเยอรมนีจับพร้อมผู้ประท้วงโลกร้อนจำนวนหนึ่ง หลังจากเธอและเพื่อนๆ ชุมนุมเพื่อขัดขวางการรื้อหมู่บ้านเพื่อขยายเหมืองถ่านหิน
ตำรวจเยอรมนีในรัฐนอร์ทไรน์-เวสท์ฟาเลินเข้าจับกุมทุนแบร์พร้อมกับนักประท้วงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกที่หมู่บ้านลุตเซียราธ (Luetzerath) โดยในวิดีโอคลิปที่เผยแพร่ไปทั่วโลกแสดงภาพเหตุการณ์ตำรวจเยอรมนีพยายามสลายม็อบด้วยการผลักและดันทุนแบร์และนักเคลื่อนไหวต่อต้านคนอื่นๆ อีกประมาณ 10 คนที่ไม่ยอมออกไปจากพื้นที่ชุมนุม
โดยทุนแบร์และผู้ประท้วงอื่นๆ ร่วม 6,000 คนเดินเท้าฝ่าฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องจนหนทางเต็มไปด้วยดินโคลนเพื่อไปยังหมู่บ้านลุตเซียราธซึ่งตั้งอยู่ในรัฐนอร์ทไรน์-เวสท์ฟาเลินของเยอรมนี
การรื้อถอนหมู่บ้านเพื่อขยายพื้นที่ให้แก่เหมืองผลิตถ่านหิน เป็นข้อตกลงระหว่าง RWE AG บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีและรัฐบาลเบอร์ลินที่แลกเปลี่ยนการอนุญาตให้รื้อถอนหมู่บ้านลุตเซียราธ เพื่อให้มีการเลิกใช้พลังงานถ่านหินเร็วขึ้นและเป็นการช่วยไม่ให้หมู่บ้านเดิมจำนวน 5 แห่งต้องถูกรื้อถอน
หนังสือพิมพ์บิลด์ของเยอรมัน รายงานว่า ทุนแบร์เดินทางมาถึงกลุ่มชุมนุมประท้วงเมื่อวันเสาร์ (14 ม.ค.) และถูกตำรวจปราบจลาจลเยอรมนี 2 นายใช้กำลังลากตัวออกไป
ขณะที่สื่อเยอรมนีอีกแห่งคือ DW รายงานเมื่อวันเสาร์ (14 ม.ค.) ว่าวันนี้เป็นวันที่ 4 ที่เกิดการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจเยอรมนีและผู้ประท้วงและในการสลายการชุมนุมโดยตำรวจเยอรมันไม่ต่ำกว่า 70 นาย ทำให้ผู้ประท้วงโลกร้อน 9 คนได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ โชคดีไม่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ส่วนทุนแบร์ที่ถูกตำรวจรวบตัวไป กล่าวตำหนิรัฐบาลเยอรมนีของนายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ ว่า รัฐบาลเยอรมนีกำลังสร้างความขายหน้าให้กับตัวเอง รัฐบาลและบริษัททุนกำลังรวมหัวกันเพื่อทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติ และทำให้คนจำนวนมากมายต้องตกอยู่ในความเสี่ยง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ชาวเยอรมนีทั้งประเทศช่วยกันทำให้คาร์บอนอยู่ใต้ดิน

การประท้วงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในเยอรมนีอาจจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญ โดยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) รายงานว่า การบริโภคถ่านหินทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2022 และจะยังอยู่ในระดับคล้ายคลึงกันนี้ตลอดช่วงหลายปีข้างหน้า หากไม่มีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ปลอดคาร์บอนมากขึ้น
ไออีเอระบุว่า ราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียและปัญหาติดขัดด้านอุปทาน ทำให้บางประเทศหันมาใช้ถ่านหินที่มีราคาถูกกว่าในปีนี้
นอกจากนี้ คลื่นความร้อนและภัยแล้งในหลายภูมิภาคก็เป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้อุปสงค์พลังงานไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น และทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำลดลง ขณะที่การผลิตพลังงานนิวเคลียร์อ่อนแอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ซึ่งฝรั่งเศสตัดสินใจยุติการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชั่วคราวเพื่อบำรุงรักษา
รายงานของไออีเอคาดการณ์ว่าจะมีการใช้งานถ่านหินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1.2% ในปี 2022 ซึ่งทะลุระดับ 8 พันล้านตันในช่วงเวลาเพียงปีเดียวเป็นครั้งแรก และทุบสถิติเดิมที่เคยทำไว้เมื่อปี 2013
รายงานของไออีเอ ยังคาดการณ์ว่า การบริโภคถ่านหินจะทรงตัวอยู่ที่ระดับดังกล่าวจนถึงปี 2025 เนื่องจากการลดลงในตลาดที่อิ่มตัวแล้วจะถูกชดเชยด้วยอุปสงค์ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดียมีแนวโน้มที่จะเป็นประเทศที่มีความต้องการถ่านหินเพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ 7% ตามมาด้วยสหภาพยุโรป (อียู) ที่ 6% และจีนที่ 0.4%
ที่ผ่านมาองค์กรวิจัยด้านสภาพอากาศที่มีชื่อว่า ทรานสิชันซีโร (TransitionZero) เผยแพร่รายงานที่น่าสนใจว่า ทั่วโลกมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากกว่า 2,000 กิกะวัตต์ ถ้าหากต้องการรักษาระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส กำลังผลิตนี้ต้องลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับต้องปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินวันละเกือบ 1 แห่ง ไปจนถึงปี 2030
ภาระในการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่คิดเป็นกำลังการผลิตเกือบ 1,000 กิกะวัตต์จะตกไปอยู่ที่จีนเป็นหลัก ในฐานะที่จีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด และเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินครึ่งหนึ่งของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดในโลก
ในส่วนของจีนเองก็ลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลงจาก 72.4 % ในปี 2005 มาอยู่ที่ 56.8 % แต่ความต้องการใช้พลังไฟฟ้าจากถ่านหินยังคงเพิ่มขึ้น คงต้องรอดูหลังปี 2025 ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนให้คำมั่นว่าจีนจะเริ่มลดการใช้ถ่านหิน
ทรานสิชันซีโร ระบุด้วยว่า การใช้ถ่านหินจะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจะบังคับให้จีนต้องเร่งปฏิรูป และท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้จีนลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลได้
ถึงเวลาแล้วที่ทั่วโลกต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลด ละ เลิกใช้พลังงานจากถ่านหิน อย่างจริงจัง เพราะปัญหาโลกร้อนไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่คนทั้งโลกต้องช่วยกันแก้ไ
ไออีเอระบุว่า ราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียและปัญหาติดขัดด้านอุปทาน ทำให้บางประเทศหันมาใช้ถ่านหินที่มีราคาถูกกว่าในปีนี้
นอกจากนี้ คลื่นความร้อนและภัยแล้งในหลายภูมิภาคก็เป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้อุปสงค์พลังงานไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น และทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำลดลง ขณะที่การผลิตพลังงานนิวเคลียร์อ่อนแอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ซึ่งฝรั่งเศสตัดสินใจยุติการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชั่วคราวเพื่อบำรุงรักษา
รายงานของไออีเอคาดการณ์ว่าจะมีการใช้งานถ่านหินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1.2% ในปี 2022 ซึ่งทะลุระดับ 8 พันล้านตันในช่วงเวลาเพียงปีเดียวเป็นครั้งแรก และทุบสถิติเดิมที่เคยทำไว้เมื่อปี 2013
รายงานของไออีเอ ยังคาดการณ์ว่า การบริโภคถ่านหินจะทรงตัวอยู่ที่ระดับดังกล่าวจนถึงปี 2025 เนื่องจากการลดลงในตลาดที่อิ่มตัวแล้วจะถูกชดเชยด้วยอุปสงค์ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดียมีแนวโน้มที่จะเป็นประเทศที่มีความต้องการถ่านหินเพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ 7% ตามมาด้วยสหภาพยุโรป (อียู) ที่ 6% และจีนที่ 0.4%
ที่ผ่านมาองค์กรวิจัยด้านสภาพอากาศที่มีชื่อว่า ทรานสิชันซีโร (TransitionZero) เผยแพร่รายงานที่น่าสนใจว่า ทั่วโลกมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากกว่า 2,000 กิกะวัตต์ ถ้าหากต้องการรักษาระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส กำลังผลิตนี้ต้องลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับต้องปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินวันละเกือบ 1 แห่ง ไปจนถึงปี 2030
ภาระในการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่คิดเป็นกำลังการผลิตเกือบ 1,000 กิกะวัตต์จะตกไปอยู่ที่จีนเป็นหลัก ในฐานะที่จีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด และเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินครึ่งหนึ่งของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดในโลก
ในส่วนของจีนเองก็ลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลงจาก 72.4 % ในปี 2005 มาอยู่ที่ 56.8 % แต่ความต้องการใช้พลังไฟฟ้าจากถ่านหินยังคงเพิ่มขึ้น คงต้องรอดูหลังปี 2025 ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนให้คำมั่นว่าจีนจะเริ่มลดการใช้ถ่านหิน
ทรานสิชันซีโร ระบุด้วยว่า การใช้ถ่านหินจะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจะบังคับให้จีนต้องเร่งปฏิรูป และท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้จีนลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลได้
ถึงเวลาแล้วที่ทั่วโลกต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลด ละ เลิกใช้พลังงานจากถ่านหิน อย่างจริงจัง เพราะปัญหาโลกร้อนไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่คนทั้งโลกต้องช่วยกันแก้ไ



