สำนักข่าว CNN รายงานว่า รัฐบาลระดับภูมิภาคหลายแห่งในจีนเปิดเผยเงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ในการต่อสู้กับโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งตอกย้ำรายงานสื่อของรัฐก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศละทิ้งนโยบายปลอดโควิดอย่างกะทันหัน
หลังจากจีนเริ่มเปิดพรมแดนประเทศอีกครั้งและปรับลดระดับการจัดการอย่างเป็นทางการสำหรับโควิดในฐานะโรคติดเชื้อร้ายแรงเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา สำนักข่าวซินหัวสื่อของรัฐได้เผยแพร่บทความที่เปิดเผยสาเหตุหลัก่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้นำเกี่ยวกับนโยบายโควิด
“เป็นการยากที่จะกำจัดไวรัสโคโรนา ต้นทุนทางสังคม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการควบคุมและป้องกันโควิดก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย” รายงานระบุ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศจีนเริ่มจัดประชุมสภานิติบัญญัติประจำปีเพื่อกำหนดเป้าหมายนโยบายสำหรับปีนั้นที่จะจัดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดว่านายกรัฐมนตรีจะเปิดเผยเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีของประเทศ ตลอดจนแผนงบประมาณและเป้าหมายอื่นๆ
ตามรายงานงบประมาณของมณฑลที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (13 ม.ค.) ที่ผ่านมา พบว่ามณฑลกวางตุ้งซึ่งมีผลผลิตทางเศรษฐกิจติดอันดับต้นๆ ของประเทศ ใช้เงินไปทั้งสิ้น 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.2 แสนล้านบาท) สำหรับการป้องกันและควบคุมโรคระบาดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2020
เงินจำนวนนั้นถูกใช้ไปกับการตรวจหาเชื้อโควิด การฉีดวัคซีน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้นโยบาย แต่ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์อื่นๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขด้วย
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโควิดเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ในแต่ละปี โดยในปี 2022 แตะไปถึงจุดสูงสุดที่ 10,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.2 แสนล้านบาท)
ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็น 35% ของการใช้จ่ายด้านการวิจัยและการพัฒนาของมณฑล นอกจากนี้ยังมากกว่าที่ประเทศใช้ไปกับการจัดตั้งกองทุนชิปแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในความคิดริเริ่มที่โดดเด่นของคณะบริหารของผู้นำสี จิ้นผิง
ตามการคำนวณของ CNN โดยใช้ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง พบว่า การขาดดุลการคลังในวงกว้างของประเทศนั้นเป็นการขาดดุลของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นรวมกัน ถึงขนาดแตะระดับ 9.44 พันล้านดอลลาร์์สหรัฐ (ราว 3.1 แสนล้านบาท) ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากปีที่แล้ว
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าการขาดดุลทั้งปีอาจแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 463 ล้านล้านบาท) ในปี 2022
ขณะที่การเงินของรัฐบาลท้องถิ่นมีรายได้หดตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอและการลดหย่อนภาษีสำหรับธุรกิจทำให้รายได้ลดลง นอกจากนี้ รัฐบาลในภูมิภาคอื่นๆ อีกหลายแห่งยังมีค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลเกี่ยวกับโควิดอีกด้วย
ด้านทางการกรุงปักกิ่งเผยเมื่อวันอาทิตย์ (15 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่า ปีที่แล้วใช้เงินไปเกือบ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) สำหรับการป้องกันและควบคุมโควิด ซึ่งเพิ่มขึ้น 140% จากปี 2020 แต่ทางการไม่ได้เปิดเผยค่าใช้จ่ายโควิดในปี 2021
ตามงบประมาณของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า มณฑลฝูเจี้ยน มณฑลชายฝั่งตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง ใช้จ่ายไป 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.6 หมื่นล้านบาท) ในปี 2022 เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้น 56% จากปี 2021 โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่ามณฑลนี้ใช้จ่ายไป 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท)
นอกจากนี้ มีรายงานว่าที่เซี่ยงไฮ้ เมืองที่ร่ำรวยที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปิดเมืองเป็นเวลา 2 เดือนในเดือนเมษายนและพฤษภาคม รายงานว่า เขตซงเจียงนั้นใช้งบประมาณต่อสู้กับโควิดมากกว่าการดูแลสุขภาพของประชาชนในปีที่แล้ว
เขตซงเจียนซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตชิปรายใหญ่หลายแห่ง เช่น TSMC และ SMIC โดยเขตนี้มีรายจ่ายโควิดสูงถึง 664 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 หมื่นล้านบาท) ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ที่ 541 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท)
หลังจากจีนเริ่มเปิดพรมแดนประเทศอีกครั้งและปรับลดระดับการจัดการอย่างเป็นทางการสำหรับโควิดในฐานะโรคติดเชื้อร้ายแรงเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา สำนักข่าวซินหัวสื่อของรัฐได้เผยแพร่บทความที่เปิดเผยสาเหตุหลัก่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้นำเกี่ยวกับนโยบายโควิด
“เป็นการยากที่จะกำจัดไวรัสโคโรนา ต้นทุนทางสังคม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการควบคุมและป้องกันโควิดก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย” รายงานระบุ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศจีนเริ่มจัดประชุมสภานิติบัญญัติประจำปีเพื่อกำหนดเป้าหมายนโยบายสำหรับปีนั้นที่จะจัดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดว่านายกรัฐมนตรีจะเปิดเผยเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีของประเทศ ตลอดจนแผนงบประมาณและเป้าหมายอื่นๆ
ตามรายงานงบประมาณของมณฑลที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (13 ม.ค.) ที่ผ่านมา พบว่ามณฑลกวางตุ้งซึ่งมีผลผลิตทางเศรษฐกิจติดอันดับต้นๆ ของประเทศ ใช้เงินไปทั้งสิ้น 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.2 แสนล้านบาท) สำหรับการป้องกันและควบคุมโรคระบาดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2020
เงินจำนวนนั้นถูกใช้ไปกับการตรวจหาเชื้อโควิด การฉีดวัคซีน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้นโยบาย แต่ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์อื่นๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขด้วย
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโควิดเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ในแต่ละปี โดยในปี 2022 แตะไปถึงจุดสูงสุดที่ 10,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.2 แสนล้านบาท)
ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็น 35% ของการใช้จ่ายด้านการวิจัยและการพัฒนาของมณฑล นอกจากนี้ยังมากกว่าที่ประเทศใช้ไปกับการจัดตั้งกองทุนชิปแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในความคิดริเริ่มที่โดดเด่นของคณะบริหารของผู้นำสี จิ้นผิง
ขาดเงินสด
รัฐบาลท้องถิ่นของจีนกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเงินสด เนื่องจากช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมาของจีนในการดำเนินนโยบายปลอดโควิดนั้นได้สร้างแรงกดดันเป็นพิเศษต่อการเงินของพวกเขา ในขณะที่ตลาดการเคหะตกต่ำจนทำให้เงินทุนลดลงตามการคำนวณของ CNN โดยใช้ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง พบว่า การขาดดุลการคลังในวงกว้างของประเทศนั้นเป็นการขาดดุลของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นรวมกัน ถึงขนาดแตะระดับ 9.44 พันล้านดอลลาร์์สหรัฐ (ราว 3.1 แสนล้านบาท) ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากปีที่แล้ว
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าการขาดดุลทั้งปีอาจแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 463 ล้านล้านบาท) ในปี 2022
ขณะที่การเงินของรัฐบาลท้องถิ่นมีรายได้หดตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอและการลดหย่อนภาษีสำหรับธุรกิจทำให้รายได้ลดลง นอกจากนี้ รัฐบาลในภูมิภาคอื่นๆ อีกหลายแห่งยังมีค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลเกี่ยวกับโควิดอีกด้วย
ด้านทางการกรุงปักกิ่งเผยเมื่อวันอาทิตย์ (15 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่า ปีที่แล้วใช้เงินไปเกือบ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) สำหรับการป้องกันและควบคุมโควิด ซึ่งเพิ่มขึ้น 140% จากปี 2020 แต่ทางการไม่ได้เปิดเผยค่าใช้จ่ายโควิดในปี 2021
ตามงบประมาณของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า มณฑลฝูเจี้ยน มณฑลชายฝั่งตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง ใช้จ่ายไป 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.6 หมื่นล้านบาท) ในปี 2022 เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้น 56% จากปี 2021 โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่ามณฑลนี้ใช้จ่ายไป 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท)
นอกจากนี้ มีรายงานว่าที่เซี่ยงไฮ้ เมืองที่ร่ำรวยที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปิดเมืองเป็นเวลา 2 เดือนในเดือนเมษายนและพฤษภาคม รายงานว่า เขตซงเจียงนั้นใช้งบประมาณต่อสู้กับโควิดมากกว่าการดูแลสุขภาพของประชาชนในปีที่แล้ว
เขตซงเจียนซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตชิปรายใหญ่หลายแห่ง เช่น TSMC และ SMIC โดยเขตนี้มีรายจ่ายโควิดสูงถึง 664 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 หมื่นล้านบาท) ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ที่ 541 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท)




