ประเทศอ่าวเปอร์เซียไม่ทน! กดดันสหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่านจนจบ-อย่าหยุดกลางคัน

17 มี.ค. 2569 - 16:25

  • ในตอนแรก ประเทศอ่าวเปอร์เซียปกป้องอิหร่านและต่อต้านสงคราม แต่เมื่ออิหร่านเริ่มโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน อิหร่านก็กลายเป็นศัตรู

  • ประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซียกังวลว่า “หากปล่อยให้อิหร่านมีอาวุธโจมตี หรือกำลังการผลิตอาวุธที่สำคัญใดๆ อาจทำให้อิหร่านกล้าที่จะยึดเส้นทางพลังงานที่สำคัญของภูมิภาคนี้เป็นตัวประกันเมื่อใดก็ตามที่ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น”

ประเทศอ่าวเปอร์เซียไม่ทน! กดดันสหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่านจนจบ-อย่าหยุดกลางคัน

แหล่งข่าวจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย 3 แหล่งระบุว่า กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียไม่ได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่านตั้งแต่แรก แต่ตอนนี้หลายประเทศกำลังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ทำสงครามต่อจนจบ อย่าหยุดกลางคัน 

แหล่งข่าวเหล่านี้ รวมถึงนักการทูตตะวันตกและอาหรับอีก 5 คนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สหรัฐฯ กำลังกดดันกลุ่มประเทศอ่าวให้เข้าร่วมสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล...ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ต้องการแสดงการสนับสนุนจากภูมิภาคต่อปฏิบัติการทหารนี้ เพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมในระดับนานาชาติ รวมถึงการสนับสนุนภายในประเทศด้วย”  

“มีความรู้สึกอย่างกว้างขวางทั่วอ่าวเปอร์เซียว่าอิหร่านได้ล้ำเส้นแดงทุกเส้นกับทุกประเทศในอ่าวแล้ว ในตอนแรกเราปกป้องพวกเขา (อิหร่าน) และต่อต้านสงคราม แต่เมื่อพวกเขาเริ่มโจมตีเรา พวกเขาก็กลายเป็นศัตรู...”

 อับดุลอาซิซ ซาเกอร์ ประธานศูนย์วิจัยอ่าวในซาอุดีอาระเบีย กล่าว   

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านได้โจมตีสนามบิน ท่าเรือ โรงงานน้ำมัน และศูนย์กลางการค้าใน 6 ประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซียด้วยขีปนาวุธและโดรน ขณะเดียวกันก็ขัดขวางการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลก 

การโจมตีเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความหวาดกลัวของประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซียว่า “การปล่อยให้อิหร่านมีอาวุธโจมตี หรือกำลังการผลิตอาวุธที่สำคัญใดๆ อาจทำให้อิหร่านกล้าที่จะยึดเส้นทางพลังงานที่สำคัญของภูมิภาคนี้เป็นตัวประกันเมื่อใดก็ตามที่ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น” 

อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่านในเดือนนี้ไปไกลกว่าความเสียหายทางวัตถุโดยเฉพาะ ไม่เพียงแต่ขัดขวางการไหลของน้ำมัน แต่ยังทำลายภาพลักษณ์ความมั่นคงและความปลอดภัยที่พยายามสร้างมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพยายามขยายการค้าและการท่องเที่ยวของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย และลดการพึ่งพาการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิล 

“หากชาวอเมริกันถอนตัวออกไปก่อนที่ภารกิจจะเสร็จสิ้น เราจะต้องเผชิญหน้ากับอิหร่านด้วยตัวเอง”

 ซาเกอร์ กล่าว 

ในบรรดาประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย มีเพียงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เท่านั้นที่ “ไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง หรือการยกระดับความรุนแรง” แต่ยืนยันสิทธิ์ของตัวเองในการ ‘ใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด’ เพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง บูรณภาพของดินแดน และรับรองความปลอดภัยของประชาชน 

“ส่วนซาอุดีอาระเบีย คู่แข่งสำคัญของอิหร่านในการแย่งชิงอิทธิพลในภูมิภาค อาจถูกบังคับให้ตอบโต้หากอิหร่านล้ำเส้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีโรงงานน้ำมัน หรือโรงงานผลิตน้ำจืดขนาดใหญ่ หรือก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก...ในกรณีนั้น ซาอุดีอาระเบียจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าแทรกแซง ซาเกอร์ กล่าว   

ขณะที่ ฟาวาซ เกอร์เกส จากโรงเรียนเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน มองว่า “โดยพื้นฐานแล้ว ประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซียเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเชิงกลยุทธ์ นั่นคือ การรักษาสมดุลระหว่างภัยคุกคามโดยตรงจากการโจมตีของอิหร่าน กับความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่กว่ามากจากการถูกดึงเข้าไปสู่สงครามที่นำโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล” 

“การเข้าร่วมปฏิบัติการดังกล่าวจะไม่ได้เพิ่มความเหนือกว่าทางทหารของสหรัฐฯ มากนัก ในขณะเดียวกันก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการตอบโต้จากอิหร่านอย่างมาก” เกอร์เกส กล่าวเสริม 

ในขณะนี้ อำนาจต่อรองของอิหร่านนั้นชัดเจน เนื่องจากอิหร่านได้ตัดสินใจว่า ‘เรือลำใดสามารถผ่านช่องแคบได้’ ซึ่งไม่มีรัฐใดในภูมิภาคนี้ยอมรับได้ 

“ตอนนี้อิหร่านแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ อ่าวเปอร์เซียจึงเผชิญกับภัยคุกคามที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หากไม่ได้รับการแก้ไข อันตรายนี้จะคงอยู่ในระยะยาว” 

เบอร์นาร์ด เฮย์เคล ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาตะวันออกใกล้แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน กล่าว  

(Photo by ODD ANDERSEN / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์