ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ตุรกี และโอมาน เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ‘อย่าโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน’ ท่ามกลางความกังวลว่า “หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน จะนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ทั่วตะวันออกกลาง”
ดูเหมือนว่าคำเตือนจากพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างซาอุดีอาระเบีย จะช่วยโน้มน้าวให้ทรัมป์ชะลอการโจมตีทางทหารไว้ก่อนในคืนวันพุธ (14 ม.ค.) นอกจากนี้ ยังมีการหารือต่อเนื่องทางโทรศัพท์ระหว่าง เจ้าชายเฟซอล บิน ฟาร์แฮน รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย กับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน โอมาน และตุรกีในวันพฤหัสบดี (15 ม.ค.)
รัฐต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซียต่างตระหนักถึงความปั่นป่วนที่อาจกระทบต่อการคมนาคมทางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่ แอบบอส แอรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน พยายามโน้มน้าวรัฐต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซียว่า “อิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพโลกน้อยกว่าอิสราเอล” ซึ่งข้อโต้แย้งนี้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นหลังจากที่อิสราเอลทิ้งระเบิดใส่กรุงโดฮาเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยมีเจตนาที่จะสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮามาสที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงของกาตาร์มาเกือบ 10 ปี
อิหร่านยังคงมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ห่างเหินจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิหร่านยังคงให้การสนับสนุนเครือข่ายตัวแทนในภูมิภาคที่อ่อนแอลง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ (axis of resistance) และการปฏิเสธที่จะสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐสำหรับปาเลสไตน์ รวมถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับเกาะ 3 แห่งในอ่าวเปอร์เซียที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อ้างสิทธิ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะมนตรีความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย
แต่ แอรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ก็พยายามเดินทางเยือนเมืองหลวงของประเทศอาหรับหลายแห่ง จึงทำให้อิหร่านได้ปรับปรุงความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับประเทศเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อปีที่แล้ว แอรอกชีเยือนบาห์เรน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีอิหร่านคนแรกที่เยือนนับตั้งแต่ปี 2010 นอกจากนี้ แอรอกชีก็ยังเยือนกรุงไคโรถึง 4 ครั้งเมื่อปีที่แล้วเพื่อพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์ หลังทั้งสองฝ่ายได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกันตั้งแต่ปี 2016
อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดได้เพิ่มสูงขึ้นในวันพุธ (14 ม.ค.) เมื่อสหรัฐฯ ได้ถอนกำลังพลสำคัญออกจากฐานทัพอากาศอัล-อูเดดของสหรัฐฯ ในกาตาร์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
การถอนกำลังครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่อิหร่านขู่ว่าจะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคหากอิหร่านถูกโจมตี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าฐานทัพบกและฐานทัพเรือของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ตั้งตระหง่านในพื้นที่เพื่อแสดงแสนยานุภาพนั้น ก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน
ขณะเดียวกัน แอรอกชีก็ได้ใช้ประโยชน์จากเครดิตทางการเมืองจากการดำเนินนโยบายการทูต ด้วยการโทรหาผู้นำอาหรับเพื่ออธิบายเหตุผลของอิหร่านในการปราบปรามผู้ประท้วงครั้งนี้
“มันเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในภูมิภาค และเรากำลังพูดถึงความท้าทายทั้งภายในและภายนอกในประเทศต่างๆ เราต้องการให้ทุกฝ่ายกลับไปสู่โต๊ะเจรจา”
— มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ เผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร (13 ม.ค.)
ด้าน ฮาคาน ฟิดาน รัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกี เรียกร้องให้มีการเจรจา “หวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านผู้ไกล่เกลี่ย ผู้มีบทบาทอื่นๆ หรือการเจรจาโดยตรง เรากำลังติดตามความคืบหน้าเหล่านี้อย่างใกล้ชิด”
(Photo by : ATTA KENARE / AFP)





