ฮามาสตกลงที่จะปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอลที่เหลือทั้งหมด แต่ระบุว่าต้องการการเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญหลายประการที่ระบุไว้ในแผนสันติภาพของสหรัฐฯ
“กลุ่มฮามาสตกลงที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวอิสราเอลทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตแล้ว ตามสูตรการแลกเปลี่ยนในข้อเสนอของประธานาธิบดีทรัมป์ หากว่าบรรลุเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการแลกเปลี่ยน”
— แถลงการณ์ ระบุ
แต่ดูเหมือนว่าฮามาสกำลังแสวงหาการเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ เกี่ยวกับอนาคตของฉนวนกาซาและสิทธิของชาวปาเลสไตน์ โดยระบุว่า “ยังคงอยู่ระหว่างการหารือ”
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำหนดเส้นตายให้ฮามาสยอมรับแผนสันติภาพในวันอาทิตย์ (5 ต.ค.) มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับ ‘ความหายนะ’
หลังจากที่ฮามาสตกลงยอมรับแผนสันติภาพ ทรัมป์ได้โพสต์บน Truth Social ว่า “ผมเชื่อว่าพวกเขาพร้อมสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืน” และเรียกร้องให้อิสราเอล ‘หยุดการทิ้งระเบิดกาซาโดยทันที’ “เพื่อที่เราจะสามารถปล่อยตัวตัวประกันออกไปได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว! ขณะนี้เรากำลังหารือเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ เพื่อหาข้อสรุป”
ทาฮีร์ อัล-นูนู ที่ปรึกษาด้านสื่อมวลชนของหัวหน้าสำนักงานการเมืองฮามาส เผยกับสำนักข่าว BBC ว่า “ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นเหมือนความหวัง และฮามาสพร้อมที่จะเริ่มการเจรจาทันทีเพื่อให้บรรลุการแลกเปลี่ยนเชลยศึก ยุติสงคราม และให้การถอนกำลังออกจากการยึดครองเป็นไปอย่างราบรื่น”
ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของฮามาสไม่ได้กล่าวถึง หรือยอมรับแผน 20 ข้อของทรัมป์โดยตรง แต่ระบุว่า “ยินยอมมอบการบริหารฉนวนกาซาให้กับองค์กรปาเลสไตน์อิสระ (เทคโนแครต) โดยยึดตามฉันทามติแห่งชาติของปาเลสไตน์ และการสนับสนุนจากกลุ่มอาหรับและอิสลาม”
อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงไม่ได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องสำคัญประการหนึ่งของแผนนี้ นั่นคือ “ฮามาสต้องยอมรับการปลดอาวุธและจะไม่มีบทบาทในการปกครองฉนวนกาซาอีกต่อไป”
แผนสันติภาพเสนอให้ยุติการสู้รบทันทีและปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอล 48 คนภายใน 72 ชั่วโมง โดยคาดว่ามีเพียง 20 คนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถูกฮามาสจับไว้ รวมถึงส่งมอบร่างของตัวประกันที่เชื่อว่าเสียชีวิตไปแล้ว เพื่อแลกกับการปล่อยตัวชาวกาซาจำนวนหลายร้อยคนที่ถูกควบคุมตัว
แผนดังกล่าวระบุว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงตามข้อเสนอนี้แล้ว ‘ความช่วยเหลือทั้งหมดจะถูกส่งเข้าไปในฉนวนกาซาทันที’ แต่ภายใต้แผนของสหรัฐฯ ฮามาสจะไม่มีบทบาทในการปกครองฉนวนกาซา และเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ในที่สุด
“หากข้อตกลงโอกาสสุดท้ายนี้ไม่สามารถบรรลุได้ นรกจะปะทุขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และมันจะเกิดขึ้นกับฮามาส สันติภาพจะต้องเกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
— ทรัมป์โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ในวันศุกร์ (3 ต.ค.)
แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า “ผลที่ตามมาจากการปฏิเสธข้อตกลงนี้จะ ‘ร้ายแรงมาก’...ฮามาสมีโอกาสที่จะยอมรับแผนนี้และเดินหน้าต่อไปอย่างสันติและเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค หากไม่ทำเช่นนั้น ผลที่ตามมาจะน่าเศร้าอย่างยิ่ง”
ผู้นำยุโรปและตะวันออกกลางต่างแสดงความยินดีกับข้อเสนอนี้ รัฐบาลปาเลสไตน์ (PA) ซึ่งปกครองพื้นที่บางส่วนของเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง เรียกความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ‘จริงใจและแน่วแน่’
ชาวเมืองกาซาหลายแสนคนถูกบังคับให้อพยพหลังจากกองทัพอิสราเอลสั่งอพยพไปยัง ‘พื้นที่คุ้มครองด้านมนุษยธรรม’ ทางตอนใต้ แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายแสนคนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลเตือนว่า “ผู้ที่ยังคงอยู่ในช่วงปฏิบัติการจะถูกมองว่าเป็น ‘ผู้ก่อการร้ายและผู้สนับสนุนการก่อการร้าย’” และกล่าวเสริมว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปล่อยตัวประกันที่เหลืออยู่”
(Photo by Omar AL-QATTAA / AFP)




