ฮามาสยอมปล่อยตัวประกัน! แต่ขอเจรจา ‘แผนสันติภาพ’ ของสหรัฐฯ ในบางประเด็นก่อน

4 ต.ค. 2568 - 11:10

  • ฮามาสตกลงที่จะปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอลที่เหลือทั้งหมด แต่ระบุว่าต้องการการเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญหลายประการที่ระบุไว้ในแผนสันติภาพของสหรัฐฯ

  • ในแถลงการณ์ระบุว่า “กลุ่มฮามาสตกลงที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวอิสราเอลทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตแล้ว ตามสูตรการแลกเปลี่ยนในข้อเสนอของประธานาธิบดีทรัมป์ หากว่าบรรลุเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการแลกเปลี่ยน”

  • แต่ดูเหมือนว่าฮามาสกำลังแสวงหาการเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ เกี่ยวกับอนาคตของฉนวนกาซาและสิทธิของชาวปาเลสไตน์ โดยระบุว่า “ยังคงอยู่ระหว่างการหารือ”

ฮามาสยอมปล่อยตัวประกัน! แต่ขอเจรจา ‘แผนสันติภาพ’ ของสหรัฐฯ ในบางประเด็นก่อน

ฮามาสตกลงที่จะปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอลที่เหลือทั้งหมด แต่ระบุว่าต้องการการเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญหลายประการที่ระบุไว้ในแผนสันติภาพของสหรัฐฯ 

“กลุ่มฮามาสตกลงที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวอิสราเอลทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตแล้ว ตามสูตรการแลกเปลี่ยนในข้อเสนอของประธานาธิบดีทรัมป์ หากว่าบรรลุเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการแลกเปลี่ยน” 

แถลงการณ์ ระบุ

แต่ดูเหมือนว่าฮามาสกำลังแสวงหาการเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ เกี่ยวกับอนาคตของฉนวนกาซาและสิทธิของชาวปาเลสไตน์ โดยระบุว่า “ยังคงอยู่ระหว่างการหารือ” 

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำหนดเส้นตายให้ฮามาสยอมรับแผนสันติภาพในวันอาทิตย์ (5 ต.ค.) มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับ ‘ความหายนะ’ 

หลังจากที่ฮามาสตกลงยอมรับแผนสันติภาพ ทรัมป์ได้โพสต์บน Truth Social ว่า “ผมเชื่อว่าพวกเขาพร้อมสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืน” และเรียกร้องให้อิสราเอล ‘หยุดการทิ้งระเบิดกาซาโดยทันที’ “เพื่อที่เราจะสามารถปล่อยตัวตัวประกันออกไปได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว! ขณะนี้เรากำลังหารือเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ เพื่อหาข้อสรุป” 

ทาฮีร์ อัล-นูนู ที่ปรึกษาด้านสื่อมวลชนของหัวหน้าสำนักงานการเมืองฮามาส เผยกับสำนักข่าว BBC ว่า “ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นเหมือนความหวัง และฮามาสพร้อมที่จะเริ่มการเจรจาทันทีเพื่อให้บรรลุการแลกเปลี่ยนเชลยศึก ยุติสงคราม และให้การถอนกำลังออกจากการยึดครองเป็นไปอย่างราบรื่น” 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของฮามาสไม่ได้กล่าวถึง หรือยอมรับแผน 20 ข้อของทรัมป์โดยตรง แต่ระบุว่า “ยินยอมมอบการบริหารฉนวนกาซาให้กับองค์กรปาเลสไตน์อิสระ (เทคโนแครต) โดยยึดตามฉันทามติแห่งชาติของปาเลสไตน์ และการสนับสนุนจากกลุ่มอาหรับและอิสลาม” 

อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงไม่ได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องสำคัญประการหนึ่งของแผนนี้ นั่นคือ “ฮามาสต้องยอมรับการปลดอาวุธและจะไม่มีบทบาทในการปกครองฉนวนกาซาอีกต่อไป” 

แผนสันติภาพเสนอให้ยุติการสู้รบทันทีและปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอล 48 คนภายใน 72 ชั่วโมง โดยคาดว่ามีเพียง 20 คนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถูกฮามาสจับไว้ รวมถึงส่งมอบร่างของตัวประกันที่เชื่อว่าเสียชีวิตไปแล้ว เพื่อแลกกับการปล่อยตัวชาวกาซาจำนวนหลายร้อยคนที่ถูกควบคุมตัว 

แผนดังกล่าวระบุว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงตามข้อเสนอนี้แล้ว ‘ความช่วยเหลือทั้งหมดจะถูกส่งเข้าไปในฉนวนกาซาทันที’ แต่ภายใต้แผนของสหรัฐฯ ฮามาสจะไม่มีบทบาทในการปกครองฉนวนกาซา และเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ในที่สุด 

“หากข้อตกลงโอกาสสุดท้ายนี้ไม่สามารถบรรลุได้ นรกจะปะทุขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และมันจะเกิดขึ้นกับฮามาส สันติภาพจะต้องเกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”  

ทรัมป์โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ในวันศุกร์ (3 ต.ค.)

แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ผลที่ตามมาจากการปฏิเสธข้อตกลงนี้จะ ‘ร้ายแรงมาก’...ฮามาสมีโอกาสที่จะยอมรับแผนนี้และเดินหน้าต่อไปอย่างสันติและเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค หากไม่ทำเช่นนั้น ผลที่ตามมาจะน่าเศร้าอย่างยิ่ง” 

ผู้นำยุโรปและตะวันออกกลางต่างแสดงความยินดีกับข้อเสนอนี้ รัฐบาลปาเลสไตน์ (PA) ซึ่งปกครองพื้นที่บางส่วนของเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง เรียกความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ‘จริงใจและแน่วแน่’ 

ชาวเมืองกาซาหลายแสนคนถูกบังคับให้อพยพหลังจากกองทัพอิสราเอลสั่งอพยพไปยัง ‘พื้นที่คุ้มครองด้านมนุษยธรรม’ ทางตอนใต้ แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายแสนคนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลเตือนว่า “ผู้ที่ยังคงอยู่ในช่วงปฏิบัติการจะถูกมองว่าเป็น ‘ผู้ก่อการร้ายและผู้สนับสนุนการก่อการร้าย’” และกล่าวเสริมว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปล่อยตัวประกันที่เหลืออยู่” 

(Photo by Omar AL-QATTAA / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์