เจาะระบบสาธารณสุขไต้หวัน : ถอดโมเดลบัตรทองอัจฉริยะ-สิทธิ์การรักษาเท่าเทียม สูตรสำเร็จเบอร์ 1 ของโลก 8 ปีซ้อน

24 ก.ค. 2569 - 20:38

  • เจาะระบบสาธารณสุขของ ‘ไต้หวัน’ จัดการกับระบบอย่างไรถึงครองอันดับ 1 ดัชนีด้าน ‘Health Care Index’ มา 8 ปีซ้อน

  • โมเดลสาธารณสุขที่หลายประเทศพยายามทำ และยังไม่สำเร็จ แต่ไต้หวันทำได้

เจาะระบบสาธารณสุขไต้หวัน : ถอดโมเดลบัตรทองอัจฉริยะ-สิทธิ์การรักษาเท่าเทียม สูตรสำเร็จเบอร์ 1 ของโลก 8 ปีซ้อน

จากกรณี ‘ครูทราย’ ออกมาเล่าเรื่องราวของสามีที่เสียชีวิตจากการวินิจฉัยพลาดของหมอ หลังเข้ารักษาด้วยอาการเจ็บร้าวบริเวณนิ้วมือร้าวขึ้นมาตรงหัวใจ และมีประวัติเป็นไขมันในเลือดสูง แต่หมอบอกแค่เป็นอาการวิตกกังวล ซึ่งต่อมาตรวจพบสาเหตุในภายหลังว่าเป็น ‘โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ’ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการวินิจฉัยดังกล่าว และจรรยาบรรณของแพทย์

จากการจัดอันดับดัชนีชี้วัดคุณภาพระบบสาธารณสุขและบริการทางการแพทย์ (Health Care Index by Country 2026) อัปเดตล่าสุดพบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 6 ของโลกได้คะแนนไป 77.6 คะแนน จากนโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกที่’ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้สิทธิ์การรักษาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งแบ่งตามสิทธิ์บัตรทอง ประกันสังคม หรือสิทธิ์ข้าราชการ ไหนจะต้องรอคิวนานอีก 

ขณะที่อันดับ 1 เป็นของ ‘ไต้หวัน’ (87.1 คะแนน) ได้ตำแหน่งไปครอง 8 ปีซ้อนแล้ว ส่วนอันดับ 2 เกาหลีใต้ (83.0 คะแนน) ได้ไปครอง 5 ปีซ้อนตั้งแต่ปี 2022 และอันดับ 3 เป็นของญี่ปุ่น (79.9 คะแนน)...SPACEBAR จะพาเจาะระบบสาธารณสุขของ ‘ไต้หวัน’ ว่าจัดการกับระบบนี้อย่างไรถึงครองอันดับ 1 มา 8 ปีซ้อน 

- ‘NHI IC Card’ บัตรประกันสุขภาพอัจฉริยะ- 

(Photo by Wikimedia Commons / Solomon203)
(Photo by Wikimedia Commons / Solomon203)

บัตรประกันสุขภาพอัจฉริยะ (National Health Insurance Integrated Circuit Card) ของไต้หวันจะคล้ายๆ กับบัตรทองของไทย แต่มีความพิเศษกว่าตรงที่เป็นเหมือนบัตรประชาชน+สมุดประวัติทางการแพทย์รวมอยู่ในใบเดียว คนไต้หวันและชาวต่างชาติที่ทำงานในไต้หวันทุกคนจะต้องมีและต้องพกติดตัวไปทุกครั้งที่เข้ารับการรักษาพยาบาล   

ส่วนตัวบัตรเป็นสมาร์ทการ์ดที่ฝังชิปคอมพิวเตอร์ เมื่อเสียบการ์ดเข้ากับเครื่องอ่านของโรงพยาบาลหรือคลินิก แพทย์จะสามารถดึงประวัติการรักษา ยาที่ผู้ป่วยเคยได้รับ ผลแล็บ และภาพเอกซเรย์ หรือผล CT Scan จากฐานข้อมูลส่วนกลางมาดูได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาซักประวัติใหม่ทั้งหมด หรือไม่ต้องรอส่งเอกสารประวัติข้ามโรงพยาบาล ทำให้การตรวจรักษาทำได้อย่างรวดเร็ว 

ไม่ว่าผู้ป่วยจะย้ายจากคลินิกชุมชนไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ข้อมูลทั้งหมดก็จะถูกส่งตามไปทันทีผ่านระบบคลาวด์ที่เชื่อมกับการ์ดใบนี้ 

ในช่วงวิกฤตสุขภาพอย่างเช่นสถานการณ์การระบาดของโรค รัฐบาลไต้หวันสามารถเชื่อมข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศเข้ากับการ์ดนี้ได้ ทำให้แพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่จุดคัดกรองรู้ได้ทันทีว่าคนไข้เพิ่งเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ 

ระบบประกันสุขภาพแบบ ‘Single-Payer System’ ไม่ว่าจนหรือรวยก็เข้าถึงการรักษา 

(Photo by Shutterstock / wu hsoung)
(Photo by Shutterstock / wu hsoung)

ระบบ ‘Single-Payer Healthcare’ หรือระบบผู้จ่ายรายเดียว คือ ระบบประกันสุขภาพ (National Health Insurance / NHI) ที่รัฐบาลทำหน้าที่เป็นเป็นผู้บริหารเงินและจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลแต่เพียงผู้เดียว เพื่อให้ประชาชนทุกคนในประเทศเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม 

ในระบบนี้ โรงพยาบาลไม่ต้องสนใจว่าคนไข้จะใช้ประกันของอะไร เพราะทุกคนใช้สิทธิ์ของรัฐเหมือนกันหมด โรงพยาบาลแค่ส่งเอกสารทั้งหมดเข้าระบบออนไลน์ จากนั้นรัฐบาลจะทำการตรวจสอบข้อมูล แล้วโอนเงินค่ารักษาทั้งหมดเข้าบัญชีธนาคารของโรงพยาบาลโดยตรง ทำให้การทำงานเร็วขึ้นและลดขั้นตอนเอกสาร 

จุดประสงค์ของระบบนี้ก็เพื่อรับประกันว่าประชาชนไต้หวันทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือจนจะต้องได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกันเมื่อยามเจ็บป่วยโดยไม่มีการแบ่งแยกฐานะ ขจัดปัญหาคนจนต้องยอมตายเพราะไม่มีเงินรักษา หรือเกิดภาวะล้มละลายจากการจ่ายค่าหมอ 

ไม่ว่าคนไร้บ้าน พนักงานออฟฟิศ มหาเศรษฐี หรือแม้แต่คนต่างชาติที่เข้าไปทำงานหรือเรียนต่อในไต้หวันอย่างถูกกฎหมาย (เกิน 6 เดือนขึ้นไป) ทุกคนจะถูกบังคับให้เข้าสิทธิ์นี้ทั้งหมด ซึ่งระบบประกันสุขภาพนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การอุดฟัน ถอนฟัน ฝังเข็ม รับยาสมุนไพรจีน ไปจนถึงการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)   

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ ประชาชนไม่ได้จ่ายเงินให้โรงพยาบาล และโรงพยาบาลก็ไม่ได้เก็บเงินจากประชาชน แต่รัฐบาลจะโอนเงินภาษีหรือเงินกองกลางของประเทศจ่ายคืนให้โรงพยาบาลเอง ทุกอย่างจบในกระเป๋าเงินใบเดียวของรัฐ 

‘Co-payment’ ระบบช่วยกันจ่าย : ป้องกันคนไข้หาหมอพร่ำเพรื่อ 

(Photo by Shutterstock / travel_lens_tw)
(Photo by Shutterstock / travel_lens_tw)

รัฐบาลไต้หวันไม่ได้ให้รักษา ‘ฟรีถ้วนหน้า’ หรือที่ทางการเรียกว่าระบบ ‘Co-payment’ (การร่วมจ่าย) เพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้ไปโรงพยาบาลพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น แต่คนไข้จะออกเงินจ่ายเองเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ คนไข้ต้องจ่ายเองใน 2 กรณีหลัก : 

  • ค่าบริการร่วมจ่าย (Co-payment) สิ่งจำเป็นในการรักษาโรค : ทุกครั้งที่ไปหาหมอ คนไข้ต้องจ่ายเงินสมทบเองเล็กน้อย (ประมาณ 100 - 400 กว่าบาท) ขึ้นอยู่กับว่าไปคลินิกขนาดเล็กหรือโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ 

ยกตัวอย่างเช่น คนไข้เจ็บแน่นหน้าอก แล้วหมอสั่งตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เจาะเลือด และให้ยาโรคหัวใจ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็น ‘สิ่งจำเป็นพื้นฐานเพื่อรักษาชีวิต’ แล้วบิลค่ารักษาออกมา 5,000 บาท หมายความว่า รัฐบาลจ่ายให้โรงพยาบาล 4,700 บาท แต่คนไข้ต้องร่วมจ่ายด้วย 300 บาท (เงิน 300 บาทนี้เรียกว่า Co-payment) 

  • ค่าบริการนอกเหนือสิทธิ์พื้นฐาน (Out-of-pocket) : เงินที่ต้องจ่ายสำหรับ ‘ความสบาย หรือ ความพิเศษ’ หมายความว่า คนไข้ต้องจ่ายค่ารักษาเอง 100% เต็มจำนวน เพราะสิ่งที่คนไข้เลือกนั้น ‘เกินความจำเป็นพื้นฐาน’ ที่รัฐกำหนดไว้ หรือเป็นสิ่งที่คนไข้ร้องขอเป็นพิเศษเพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง 

ยกตัวอย่างเช่น หมอสั่งให้นอนโรงพยาบาล รัฐมีห้องพักรวมให้ฟรี แต่คนไข้อยากนอน ‘ห้อง VIP ส่วนตัว’ มีทีวี ตู้เย็น โซฟา คนไข้ต้องต้องจ่ายค่าห้อง VIP เองทั้งหมด  

-Free Choice : ประชาชนไต้หวันเลือกหมอเองได้ 100%- 

(Photo by Shutterstock / Fit Ztudio)
(Photo by Shutterstock / Fit Ztudio)

ในไต้หวัน หากประชาชนสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ พวกเขาก็สามารถจองคิวและเดินเข้าไปพบแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจได้ภายในสัปดาห์นั้นทันที และจะเป็นโรงพยาบาลแห่งใดก็ได้ในประเทศ โดยไม่ต้องมีใบส่งตัวจากหมอประจำบ้าน 

นอกจากนี้ ชาวไต้หวันยังสามารถจองคิวพบแพทย์เฉพาะทางและรับการตรวจละเอียด เช่น ทำ CT Scan หรือ MRI ได้ภายในไม่กี่วัน หรือในกรณีฉุกเฉินก็สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องรอคิวนานเป็นเดือนเหมือนในยุโรป 

“เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษากับแพทย์ที่ตนเองเลือกและไว้วางใจ ก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความร่วมมือในการรักษา และมีกำลังใจในการรักษาตัวที่ดีกว่า” 

ผลการวิจัย ระบุ 

ขณะเดียวกัน ชาวไต้หวันเองก็รู้สึกว่าตัวเองเป็น ‘เจ้าของสิทธิ์’ อย่างแท้จริง ไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิ์หรือถูกบังคับให้ต้องไปรักษากับหมอคนใดคนหนึ่งเหมือนระบบสาธารณสุขในประเทศอื่น 

แต่ถึงกระนั้น แม้ระบบดังกล่าวจะสร้างความพึงพอใจให้ประชาชน แต่นักวิชาการและรัฐบาลก็มองว่าระบบ Free Choice นี้ไม่มีความยั่งยืนในระยะยาว และสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เลยคือ คลินิกขนาดเล็กสู้โรงพยาบาลใหญ่ไม่ได้ เพราะคนไข้ไม่เชื่อมั่น หากประชาชนไต้หวันจำนวนมากมีอาการปวดหัว ตัวร้อน เป็นหวัด พวกเขาก็จะเดินเข้าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทันที  

และนั่นแหละที่เป็นปัญหา เพราะแพทย์เฉพาะทางระดับศาสตราจารย์ต้องแบ่งเวลาอันมีค่ามานั่งตรวจโรคทั่วไปที่คลินิกขนาดเล็กเองก็รักษาได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยหนัก หรือเคสฉุกเฉินจริงๆ ต้องรอคิวนานขึ้น 

นอกจากนี้ การที่ไม่มีระบบคัดกรองผู้ป่วยยังทำให้จำนวนคนไข้ในโรงพยาบาลใหญ่ล้นทะลัก ทำให้แพทย์และพยาบาลต้องทำงานล่วงเวลาอย่างหนัก อีกทั้งผู้ป่วยบางคนไม่พอใจผลวินิจฉัย หรืออยากได้ยาเพิ่ม จึงเข้าพบแพทย์ 3-4 คนจากคนละโรงพยาบาลในสัปดาห์เดียวเพื่อรักษาโรคเดิม พอเปลี่ยนหมอไปเรื่อยๆ ตามใจชอบ จึงทำให้ไม่มีแพทย์คนไหนรู้จัก ‘ประวัติสุขภาพระยะยาว’ ของคนไข้คนนั้นอย่างแท้จริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์