เหตุการณ์บอลลูนที่สหรัฐฯ อ้างว่าเป็นบอลลูนสอดแนมของจีนลอยอยู่เหนือน่านฟ้าของรัฐมอนแทนาซึ่งเป็นที่ตั้งของพื้นที่สำคัญทางการทหารอย่าง ฐานทัพอากาศมาล์มสตรอมที่เป็นที่เก็บขีปนาวุธนิวเคลียร์ Minuteman III เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯ ชนกับเครื่องบินของจีนที่เกาะไหหลำเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2001 ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และจีน
ครั้งนั้นเครื่องบินสอดแนม EP-3E ARIES II ของสหรัฐฯ ที่บินมาจากฐานทัพอากาศคะเนะดะในเมืองโอกินาวะของญี่ปุ่น บินลาดตระเวนอยู่บนน่านฟ้าห่างจากเกาะไหหลำราว 110 กิโลเมตร และห่างจากฐานทางทหารของจีนในเกาะพาราเซลประมาณ 160 กิโลเมตร จีนจึงส่งเครื่องบินรบ J-8 จำนวน 2 ลำขึ้นมาสกัดกั้น และเกิดการชนกันขึ้น ส่งผลให้นักบินบนเครื่องบิน J-8 ของจีนรายหนึ่งสูญหายและถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิต
ส่วนเครื่องบิน EP-3 ต้องลงจอดฉุกเฉินที่ไหหลำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการจีน โดยลูกเรือทั้ง 24 คนของสหรัฐฯ ถูกกักตัวเป็นเวลา 11 วันและถูกสอบปากคำโดยทางการจีน
ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าฝั่งตัวเองไม่ผิดและเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบ จึงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงลุกลามกลายเป็นวิกฤตทางการทูต จนกระทั่งการเจรจาทางการทูตคลี่คลายออกมาว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศคำแถลงการณ์แสดงความเสียใจที่นักบินของจีนเสียชีวิตและต่อกรณีที่นำเครื่องบินลงจอดโดยไม่ขออนุญาต โดยเสี่ยงไม่ยอมใจคำว่า “ขอโทษ” เพราะจะเท่ากับว่ายอมรับว่าตัวเองผิด ส่วนจีนยอมปล่อยตัวลูกเรือและคืนเครื่องบินลำคืนแก่สหรัฐฯ
หากจะเปรียบเทียบ ทั้งสองเหตุการณ์แตกต่างกันอยู่บ้าง ที่เห็นได้ชัดเจนคือ การตอบโต้ของสหรัฐฯ และจีน
หลังจากครื่องบินสอดแนม EP-3E ARIES II ของสหรัฐฯ บินอยู่เหนือเกาะไหหลำ ทางการจีนส่งเครื่องบินรบสกัดกั้นทันทีโดยไม่ลังเลแม้ว่าเครื่องบินรบของสหรัฐจะอยู่ห่างจากเกาะไหหลำถึง 110 กิโลเมตร ซึ่งเท่ากับว่าอยู่นอกน่านฟ้าอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล (22.22 กิโลเมตร) ของจีนและของประเทศอื่นๆ เท่ากับว่าจุดที่เครื่องบินสหรัฐฯ ปฏิบัติการอยู่ในน่านฟ้าสากลที่ทุกคนมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์
ขณะที่บอลลูนของจีนลอยอยู่เหนือน่านฟ้าของสหรัฐฯ ชัดเจนและยังเป็นจุดที่มีความอ่อนไหวทางทหารอีกด้วย แต่รัฐบาลสหรัฐฯ กลับปล่อยให้บอลลูนเจ้าปัญหานี้ลอยอยู่ในน่านฟ้าของประเทศนานหลายวัน ซ้ำยังตัดสินใจช้าเกินไปกว่าจะส่งเครื่องบินไปยิงให้ตกลงมาจนชาวอเมริกันมองว่าไม่ทันใจ
ความแตกต่างต่อมาคือ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีคำขอโทษจากฝั่งทางการจีน มีเพียงคำขู่ว่าจะใช้วิธีการเดียวกันนี้บ้าง ทันทีที่บอลลูนถูกยิงตก กระทรวงต่างประเทศจีนได้ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และประท้วงการดำเนินการของสหรัฐฯ ว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและละเมิดหลักปฏิบัติสากลอย่างร้ายแรง ทั้งยังยืนยันว่าจีนชี้แจงต่อสหรัฐฯ หลายครั้งแล้วว่าบอลลูนดังกล่าวเป็นบอลลูนพลเรือน และเป็นดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาที่หลุดลอยเข้าน่านฟ้าสหรัฐฯ เพราะเหตุสุดวิสัย
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันตามเวลาท้องถิ่น ถันเค่อเฟย โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีนเผยในแถลงการณ์ว่า จีนขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้กับสถานการณ์คล้ายกันนี้ “สหรัฐฯ ใช้กำลังโจมตีบอลลูนพลเรือนของเราซึ่งเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุอย่างเห็นได้ชัด เราขอประท้วงอย่างจริงจังต่อการกระทำของฝั่งสหรัฐฯ”
เหตุการณ์เมื่อปี 2001 มีการเจรจาทางการทูตกันหลายครั้งและหยั่งเชิงกันไปมา จนฝ่ายจีนยอมให้สหรัฐฯ เข้าพบลูกเรือภายใต้การสอดส่องของเจ้าหน้าที่จีนหลังผ่านเหตุการณ์ไปราว 60 ชั่วโมง ต่อมาสหรัฐฯ แถลงต่สาธารณชนอย่างเป็นทางการว่า “เสียใจ” กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังเลี่ยงคำที่จะผูกมัดว่าตัวเองผิด และตอยโต้กันเรื่องการเลือกใช้คำอีกหลายครั้ง เพราะจีนต้องการให้สหรัฐฯ ขอโทษ จนกระทั่งวันที่ 11 ทางสหรัฐฯ ประกาศคำแถลงการณ์แสดงความเสียใจจนทางการจีนยอมปล่อยตัวลูกเรือทั้งหมด
ส่วนในครั้งนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ทวีความตึงเคีรยดขึ้นหลายครั้งในช่วงหลังๆ มานี้จะคลีคลายได้ในเร็ววันเหมือนกับเมื่อเกือบ 22 ปีที่แล้วหรือไม่
ครั้งนั้นเครื่องบินสอดแนม EP-3E ARIES II ของสหรัฐฯ ที่บินมาจากฐานทัพอากาศคะเนะดะในเมืองโอกินาวะของญี่ปุ่น บินลาดตระเวนอยู่บนน่านฟ้าห่างจากเกาะไหหลำราว 110 กิโลเมตร และห่างจากฐานทางทหารของจีนในเกาะพาราเซลประมาณ 160 กิโลเมตร จีนจึงส่งเครื่องบินรบ J-8 จำนวน 2 ลำขึ้นมาสกัดกั้น และเกิดการชนกันขึ้น ส่งผลให้นักบินบนเครื่องบิน J-8 ของจีนรายหนึ่งสูญหายและถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิต
ส่วนเครื่องบิน EP-3 ต้องลงจอดฉุกเฉินที่ไหหลำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการจีน โดยลูกเรือทั้ง 24 คนของสหรัฐฯ ถูกกักตัวเป็นเวลา 11 วันและถูกสอบปากคำโดยทางการจีน
ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าฝั่งตัวเองไม่ผิดและเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบ จึงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงลุกลามกลายเป็นวิกฤตทางการทูต จนกระทั่งการเจรจาทางการทูตคลี่คลายออกมาว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศคำแถลงการณ์แสดงความเสียใจที่นักบินของจีนเสียชีวิตและต่อกรณีที่นำเครื่องบินลงจอดโดยไม่ขออนุญาต โดยเสี่ยงไม่ยอมใจคำว่า “ขอโทษ” เพราะจะเท่ากับว่ายอมรับว่าตัวเองผิด ส่วนจีนยอมปล่อยตัวลูกเรือและคืนเครื่องบินลำคืนแก่สหรัฐฯ
หากจะเปรียบเทียบ ทั้งสองเหตุการณ์แตกต่างกันอยู่บ้าง ที่เห็นได้ชัดเจนคือ การตอบโต้ของสหรัฐฯ และจีน
หลังจากครื่องบินสอดแนม EP-3E ARIES II ของสหรัฐฯ บินอยู่เหนือเกาะไหหลำ ทางการจีนส่งเครื่องบินรบสกัดกั้นทันทีโดยไม่ลังเลแม้ว่าเครื่องบินรบของสหรัฐจะอยู่ห่างจากเกาะไหหลำถึง 110 กิโลเมตร ซึ่งเท่ากับว่าอยู่นอกน่านฟ้าอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล (22.22 กิโลเมตร) ของจีนและของประเทศอื่นๆ เท่ากับว่าจุดที่เครื่องบินสหรัฐฯ ปฏิบัติการอยู่ในน่านฟ้าสากลที่ทุกคนมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์
ขณะที่บอลลูนของจีนลอยอยู่เหนือน่านฟ้าของสหรัฐฯ ชัดเจนและยังเป็นจุดที่มีความอ่อนไหวทางทหารอีกด้วย แต่รัฐบาลสหรัฐฯ กลับปล่อยให้บอลลูนเจ้าปัญหานี้ลอยอยู่ในน่านฟ้าของประเทศนานหลายวัน ซ้ำยังตัดสินใจช้าเกินไปกว่าจะส่งเครื่องบินไปยิงให้ตกลงมาจนชาวอเมริกันมองว่าไม่ทันใจ
ความแตกต่างต่อมาคือ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีคำขอโทษจากฝั่งทางการจีน มีเพียงคำขู่ว่าจะใช้วิธีการเดียวกันนี้บ้าง ทันทีที่บอลลูนถูกยิงตก กระทรวงต่างประเทศจีนได้ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และประท้วงการดำเนินการของสหรัฐฯ ว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและละเมิดหลักปฏิบัติสากลอย่างร้ายแรง ทั้งยังยืนยันว่าจีนชี้แจงต่อสหรัฐฯ หลายครั้งแล้วว่าบอลลูนดังกล่าวเป็นบอลลูนพลเรือน และเป็นดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาที่หลุดลอยเข้าน่านฟ้าสหรัฐฯ เพราะเหตุสุดวิสัย
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันตามเวลาท้องถิ่น ถันเค่อเฟย โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีนเผยในแถลงการณ์ว่า จีนขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้กับสถานการณ์คล้ายกันนี้ “สหรัฐฯ ใช้กำลังโจมตีบอลลูนพลเรือนของเราซึ่งเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุอย่างเห็นได้ชัด เราขอประท้วงอย่างจริงจังต่อการกระทำของฝั่งสหรัฐฯ”
เหตุการณ์เมื่อปี 2001 มีการเจรจาทางการทูตกันหลายครั้งและหยั่งเชิงกันไปมา จนฝ่ายจีนยอมให้สหรัฐฯ เข้าพบลูกเรือภายใต้การสอดส่องของเจ้าหน้าที่จีนหลังผ่านเหตุการณ์ไปราว 60 ชั่วโมง ต่อมาสหรัฐฯ แถลงต่สาธารณชนอย่างเป็นทางการว่า “เสียใจ” กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังเลี่ยงคำที่จะผูกมัดว่าตัวเองผิด และตอยโต้กันเรื่องการเลือกใช้คำอีกหลายครั้ง เพราะจีนต้องการให้สหรัฐฯ ขอโทษ จนกระทั่งวันที่ 11 ทางสหรัฐฯ ประกาศคำแถลงการณ์แสดงความเสียใจจนทางการจีนยอมปล่อยตัวลูกเรือทั้งหมด
ส่วนในครั้งนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ทวีความตึงเคีรยดขึ้นหลายครั้งในช่วงหลังๆ มานี้จะคลีคลายได้ในเร็ววันเหมือนกับเมื่อเกือบ 22 ปีที่แล้วหรือไม่



