เจคอบ ซิมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติและสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขียนบทความแสดงความเห็นลงในเว็บไซต์ The Diplomat พาดหัวบทความว่า “How Cambodia’s Hun Sen Is Playing the World and Buying Time” (ฮุน เซน ของกัมพูชากำลังเล่นกับประชาคมโลกและซื้อเวลาอย่างไร” โดยซิมส์ระบุว่า ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาใช้ความขัดแย้งชายแดนและการเสนอชื่อผู้นำสหรัฐฯ รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เป็นวิธีเบี่ยงเบนการตรวจสอบรัฐบาลกัมพูชาที่ใช้การขู่กรรโชกทางเพศกับเด็กเป็นหนึ่งในการหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างชั่วร้าย
ซิมส์มองว่า ดูเหมือนว่านักวิเคราะห์พากันสนใจประเด็นความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชากับไทย และประเด็นที่กัมพูชาเสนอชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐเป็นผู้สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยมองข้ามเดิมพันที่ใหญ่กว่านั้น
กัมพูชาของ ฮุน เซน กลายเป็นผู้ปกป้องเศรษฐกิจอาชญากรรมที่ฉวยโอกาส ซึ่งสร้างรายได้หลายพันล้านให้กับเครือข่ายผู้อุปถัมภ์ชนชั้นสูง และชาวอเมริกันอาจตกเป็นเป้าหมายหลักในปัจจุบัน เมื่อเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากทั้งสหรัฐฯ และจีน การเล่นใหญ่ในประเด็นต่างๆ จึงมีบทบาทเชิงกลยุทธ์เพิ่มขึ้น นั่นคือการเบี่ยงเบน เตะถ่วง และลดความรับผิดของระบอบอาชญากรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ในการปกครองของพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP)
ซิมส์กล่าวต่อว่า การปกป้องรายได้จากการฉ้อโกงนี้จากการตรวจสอบได้กลายเป็นผลประโยชน์ที่มีอยู่จริงของระบอบการปกครอง เมื่อพิจารณาจากทางเลือกทางเศรษฐกิจที่มีจำกัด การถอนการลงทุนจึงไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับพรรครัฐบาล แต่ชนชั้นนำหลายคนของพรรค CPP กำลังเผชิญกับความเสี่ยงอย่างมาก ไม่ใช่แค่ความอับอายขายหน้าเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับความรับผิดทางอาญาซึ่งหลายเคสสามารถลงโทษได้ และในหลายกรณีอาจถึงขั้นฟ้องร้องได้ ทั้งในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ
ซิมส์ตั้งข้อสังเกตว่า รายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ (TIP) ซึ่งรัฐสภาสหรัฐฯ กำหนดให้เผยแพร่ภายในวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ยังคงไม่ได้รับการเผยแพร่อย่างชัดเจนแม้เวลาจะผ่านไปเกือบสองเดือนแล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ 3 คนที่คุ้นเคยกับกระบวนการนี้ระบุว่า ร่างรายงานของกัมพูชาในปีนี้ถูกจัดให้อยู่ในระดับ 3 โดยถูกระบุว่า เป็น “รัฐที่สนับสนุนการค้ามนุษย์” เนื่องจาก “นโยบายและรูปแบบที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน” ในการสนับสนุนอาชญากรรมดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการประณามที่รุนแรงที่สุด
หากภายหลังการประกาศรางวัลโนเบล มีการลดหย่อนข้อกำหนดดังกล่าวลงในรายงานฉบับทางการ จะถือเป็ความอยุติธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งต่อชาวอเมริกันที่ถูกหลอกลวงโดยรัฐบาลกัมพูชา และต่อเหยื่อการค้ามนุษย์นับหมื่นคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในอันดับล่างสุดของอุตสาหกรรมที่ทำกำไรสูงสุดของรัฐบาล
ซิมส์อ้างผลการศึกษาใหม่ขององค์การยุติธรรมนานาชาติ (IJM) ที่พบรายงานการขู่กรรโชกทางเพศกับเด็กเกือบ 500 รายงานที่มีหลักฐานข้อมูลโยงใยกับศูนย์หลอกลวงทั้งหมด 40 แห่ง และมีรายงานเพิ่มเติม 18,000 รายงานที่มีเลขที่อยู่ไอพี (IP Address) ที่อาจเชื่อมโยงกับสถานที่เหล่านั้น พร้อมกับยกตัวอย่างชื่อสถานที่บางแห่งที่เป็นของ ลี ยงพัด สว.และนักธุรกิจที่กัมพูชาอ้างว่าตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกสหรัฐคว่ำบาตรเมื่อปีก่อน
สิ่งนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า พรรค CPP ปล่อยให้ศูนย์หลอกลวงหาเงินให้แก่ผู้อุปถัมป์ และยังปล่อยให้มีการก่ออาชญากรรมกับเด็กด้วย ประเด็นหลังเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายในสหรัฐฯ เพราะเป็นการคุ้มครองเด็กจากการฉวยประโยชน์ที่ทำให้เยาวชนชาวอเมริกันเป็นโรคซึมเศร้าและตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเป็นจำนวนมาก
ซิมส์เตือนว่า เศรษฐกิจอาชญากรไซเบอร์ของกัมพูชาได้เข้าถึงครัวเรือนอเมริกันและระบบการเงินโลกด้วยขนาดและความรุนแรงมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การหลอกลวงที่เรียกว่า “เชือดหมู” มีแนวโน้มจะเป็นรูปแบบอาชญากรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นกับชาวอเมริกันมากที่สุดในปีนี้ ซิมส์ยังเตือนว่า ธนาคารที่ทุจริตของกัมพูชาและเทคโนโลยีได้ฟอกเงินจำนวนมหาศาลผ่านระบบการเงินของกัมพูชา
ซิมส์ทิ้งท้ายว่า เผด็จการทั่วโลกมักอาศัยการเบี่ยงเบนและซื้อเวลา ขณะเดียวกันการพึ่งพาอาชญากรรมหลากหลายอย่างมากเกินไปก็กลายเป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน เพราะเครือข่ายเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตจำนวนมาก ในหลายภาคส่วน ซึ่งทำให้การลอยนวลพ้นผิดคงอยู่ตลอดไป
บทเรียนใหญ่ที่อาจได้จากกัมพูชาคือ ความรับผิดจะเกิดขึ้นได้เมื่อหลักฐานต่าง ๆ นำมาซึ่งการรวมตัวกันเป็นพันธมิตร ขณะนี้ดูเหมือนว่าระบอบชั่วร้ายกำลังอยู่เหนือทุกสิ่ง แต่จะถูกท้าทายได้หากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังคงมุ่งมั่น โดยมีข้อมูลสนับสนุน ร่วมมือกันในหลายภาคส่วน และเต็มใจเดินหน้าแม้เสี่ยงอันตราย เพื่อทำให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ได้รับการยกเว้นโทษอีกต่อไป
Photo by TANG CHHIN SOTHY / AFP





