เมื่อ 7 พฤศจิกายน ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในบ้านเรา หลังจากที่เทสลา (Tesla) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับหนึ่งของโลกจากสหรัฐฯ ประกาศเปิดตัวทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวโชว์รูมรถยนต์เทสลาอย่างเป็นทางการแห่งแรก ทำให้ได้รับความสนใจทั้งจากสื่อมวลชนตลอดจนลูกค้าชาวไทยที่ให้ความสนใจในเทคโนโลยีรถยนต์อีวี ด้วยการประเดิมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในไทยพร้อมกัน 2 รุ่น คือ Tesla Model 3 และ Tesla Model Y
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปิดตัวของเทสลาในไทยแม้จะ "มาทีหลัง" ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าเจ้าอื่นพอสมควร แต่กูรูในวงการยานยนต์หลายคนต่างมองว่าแม้เทสลาจะมาช้า แต่เชื่อว่าต้องมาแรงในตลาดไทยอย่างแน่นอน ทว่าสิ่งที่เทสลาต้องต่อสู้กับรถยนต์อีวีจากค่ายอื่น โดยเฉพาะรถยนต์อีวีแบรนด์จีนหลายค่ายที่ลุยทำตลาดในไทยมาก่อนหน้านั้นคือ การที่รถอีวีจีนมีพร้อมส่งมอบในเวลาอันใกล้
รายงานจากนิเคอิ เอเชียนรีวิว ระบุว่า BYD ค่ายรถอีวีจากจีนซึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้าเทสลาเพียงไม่กี่เดือน กำลังได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานมอเตอร์เอ็กซ์โป นอกจากเรื่องราคาแล้ว สิ่งหนึ่งคือการที่มีรถยนต์พร้อมส่งมอบไม่เกินสิ้นปีนี้
BYD ถือเป็นแบรนด์ที่จับตามองอย่างมากเพราะหลังจากลงนาม MOU เปิดศูนย์การผลิตรถอีวีแห่งแรกนอกจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประเทศไทยไม่เพียงแค่ทำให้ได้เปรียบเท่านั้น แต่ด้วย BYD เป็นแบรนด์ผู้ผลิตแบตเตอร์รี่สำหรับรถยนต์ให้กับรถค่ายอื่นมานาน นั่นทำให้เมื่อต้องโดดลงมาเป็นผู้เล่นตลาดรถอีวีทำให้ถือช่วงชิงความได้เปรียบคู่แข่งพอสมควร ในทางกลับกันค่ายรถญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า ที่แม้จะเป็นเจ้าตลาดในไทยมายาวนานอีกทั้งมีโรงงานในไทยพร้อม แต่กลับยังไม่มีแผนเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจนกว่าจะปี 2024 หรือ 2025
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาทำตลาดแข่งขันรถยนต์อีวีของเทสลา อาจต้องเผชิญงานหินสักหน่อย เพราะแม้จะมีโรงงานขนาดใหญ่ในนครเซี่ยงไฮ้ แต่ด้วยปัจจัยภายในจีนแผ่นดินใหญ่ประกอบกับห่วงโซ่อุปทานคอขวด จะทำให้รถเทสลาที่แม้จะออกตัวช้าแต่จะวิ่งตามค่ายรถจีนได้ทันหรือไม่คงต้องติดตามต่อไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดการเข้ามาของรถอีวีระดับโลกในบ้านเรานับว่าน่าจับตามอง เพราะนอกจากเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมและระบบภาษีที่เอื้ออำนวยแล้ว ยังช่วยเสริมระบบโครงสร้างพื้นฐานหรืออีโคซิสเตมของรถอีวีในบ้านเราให้ยิ่งแพร่หลายมากขึ้นด้วย
พูดถึงความแพร่หลายในการใช้รถอีวี บนโลกใบนี้มีอยู่ประเทศหนึ่งที่แม้ประเทศของตนจะเป็นหนึ่งในชาติผู้ผลิตและส่งออกพลังงานสำคัญอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่กลับเป็นชาติที่มีผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่แพร่หลายมากที่สุด ประเทศนั้นคือ ‘นอร์เวย์’
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปิดตัวของเทสลาในไทยแม้จะ "มาทีหลัง" ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าเจ้าอื่นพอสมควร แต่กูรูในวงการยานยนต์หลายคนต่างมองว่าแม้เทสลาจะมาช้า แต่เชื่อว่าต้องมาแรงในตลาดไทยอย่างแน่นอน ทว่าสิ่งที่เทสลาต้องต่อสู้กับรถยนต์อีวีจากค่ายอื่น โดยเฉพาะรถยนต์อีวีแบรนด์จีนหลายค่ายที่ลุยทำตลาดในไทยมาก่อนหน้านั้นคือ การที่รถอีวีจีนมีพร้อมส่งมอบในเวลาอันใกล้
รายงานจากนิเคอิ เอเชียนรีวิว ระบุว่า BYD ค่ายรถอีวีจากจีนซึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้าเทสลาเพียงไม่กี่เดือน กำลังได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานมอเตอร์เอ็กซ์โป นอกจากเรื่องราคาแล้ว สิ่งหนึ่งคือการที่มีรถยนต์พร้อมส่งมอบไม่เกินสิ้นปีนี้
BYD ถือเป็นแบรนด์ที่จับตามองอย่างมากเพราะหลังจากลงนาม MOU เปิดศูนย์การผลิตรถอีวีแห่งแรกนอกจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประเทศไทยไม่เพียงแค่ทำให้ได้เปรียบเท่านั้น แต่ด้วย BYD เป็นแบรนด์ผู้ผลิตแบตเตอร์รี่สำหรับรถยนต์ให้กับรถค่ายอื่นมานาน นั่นทำให้เมื่อต้องโดดลงมาเป็นผู้เล่นตลาดรถอีวีทำให้ถือช่วงชิงความได้เปรียบคู่แข่งพอสมควร ในทางกลับกันค่ายรถญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า ที่แม้จะเป็นเจ้าตลาดในไทยมายาวนานอีกทั้งมีโรงงานในไทยพร้อม แต่กลับยังไม่มีแผนเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจนกว่าจะปี 2024 หรือ 2025
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาทำตลาดแข่งขันรถยนต์อีวีของเทสลา อาจต้องเผชิญงานหินสักหน่อย เพราะแม้จะมีโรงงานขนาดใหญ่ในนครเซี่ยงไฮ้ แต่ด้วยปัจจัยภายในจีนแผ่นดินใหญ่ประกอบกับห่วงโซ่อุปทานคอขวด จะทำให้รถเทสลาที่แม้จะออกตัวช้าแต่จะวิ่งตามค่ายรถจีนได้ทันหรือไม่คงต้องติดตามต่อไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดการเข้ามาของรถอีวีระดับโลกในบ้านเรานับว่าน่าจับตามอง เพราะนอกจากเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมและระบบภาษีที่เอื้ออำนวยแล้ว ยังช่วยเสริมระบบโครงสร้างพื้นฐานหรืออีโคซิสเตมของรถอีวีในบ้านเราให้ยิ่งแพร่หลายมากขึ้นด้วย
พูดถึงความแพร่หลายในการใช้รถอีวี บนโลกใบนี้มีอยู่ประเทศหนึ่งที่แม้ประเทศของตนจะเป็นหนึ่งในชาติผู้ผลิตและส่งออกพลังงานสำคัญอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่กลับเป็นชาติที่มีผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่แพร่หลายมากที่สุด ประเทศนั้นคือ ‘นอร์เวย์’

‘ออสโล’ เมืองหลวงรถเทสลา
ความนิยมรถยนต์อีวีของเทสลาในประเทศนอร์เวย์ ไม่ใช่เพิ่งมาได้รับความนิยม แต่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2017 แล้ว โดยรายงานข่าวจากรอยเตอร์ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในนอรเวย์ในปี 2021 แบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือเทสลา โดยมีส่วนแบ่ง 11.6% ของตลาดรถยนต์โดยรวมตามด้วยโฟล์คสวาเกนที่ 9.6% นั่นหมายความว่าคนนอร์เวย์ที่ซื้อรถใหม่ในปีนี้เกิน 60% เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้นอร์เวย์ถือเป็นชาติแรกที่บรรลุเป้าหมายในการยุติขายรถยนต์เบนซินและดีเซลนอร์เวย์ ประเทศซึ่งมีประชากรราว 5.4 ล้านคน แต่กลับมีอัตราการใช้รถยนต์อีวีสูงที่สุดในโลก ก็ต้องย้อนกลับไปดูในนโยบายภาครัฐ ซึ่งผลักดันให้คนนอร์เวย์เปลี่ยนมาใช้รถยนต์อีวีอย่างจริงจังผ่านการลดภาษีรถอีวี โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็น BEV หรือรถยนต์ที่ใช้แบตเตอร์รี่ไฟฟ้าล้วนในการขับเคลื่อน แทบจะไม่ต้องเสียภาษีใดเลย หากเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูง
พูดถึงน้ำมัน แม้นอร์เวย์จะเป็นหนึ่งในชาติส่งออกพลังงานขนาดใหญ่นอกกลุ่มโอเปก จากทรัพยากรน้ำมันที่มีอย่างล้นเหลือในแถบทะเลเหนือ ผู้อ่านอาจจะคิดว่าประเทศที่ผลิตน้ำมันได้มากถึงขั้นส่งออก คนในประเทศจะได้ใช้น้ำมันถูก แต่ผิดกับที่นอร์เวย์ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในชาติที่ราคาน้ำมันแพงที่สุดในโลก
แล้วนอร์เวย์กลายเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดของโลกต่อหัวได้อย่างไร คำตอบไม่ใช่เพราะชาวนอร์เวย์ห่วงใยสิ่งแวดล้อม หรือกังวลเรื่องภูมิอากาศ แต่เกิดจากความต่อเนื่องทางด้านนโยบายของรัฐบาล ช่วงก่อนปี 2013 คนนอร์เวย์ยังคงมีสัดส่วนรถยนต์สันดาปที่มากกว่า คนส่วนใหญ่นิยมใช้รถยนต์มือสอง
ทว่าเมื่อรัฐบาลเพิ่มอัตราการเก็บภาษีจากการขายรถเครื่องยนต์สันดาปที่ก่อมลพิษ แต่ไม่เก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้าเลย ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีราคามือหนึ่งแพงกว่ามีราคาโดยเฉลี่ยที่เทียบเท่าหรืออาจถูกกว่ารถยนต์เครื่องสันดาป ทำให้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าดึงดูดใจ
เหตุที่นอร์เวย์นิยมรถเทสลามากกว่าอีวีแบรนด์อื่นเนื่องจาก ในบรรดาค่ายรถยุโรปมีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่สร้างรถยนต์แบบ BEV ได้ประสบความสำเร็จเท่าเทสลา ส่วนมากแบรนด์อื่นอย่างมักเป็นในรูปแบบรถรูปผสมไฟฟ้ากับน้ำมัน
Bent Erik Bakken หัวหน้านักวิทยาศาสตร์อาวุโสของบริษัทประกันและบริหารความเสี่ยงระดับโลก DNV เผยกับเว็บไซต์ CNBC ว่าภาษีของนอร์เวย์สำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันรวมแล้วอยู่ที่เกือบ 100% นั่นทำให้ราคาโชว์รูมเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า คนนอร์เวย์เริ่มสนใจใช้รถยนต์อีวีตั้งแต่ปี 2013 ในเวลานั้น มีคำร้องเรียนมากมายจากจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่สูงขึ้นแต่ยังไม่มีความพร้อมในระบบต่างๆ ที่จะรองรับการใช้งาน
รัฐบาลออสโลจึงออกเงินอุดหนุนพร้อมลดภาษีจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการใช้รถอีวี ซึ่งไม่เพียงแค่ผ่านการยกเว้นภาษีรถอีวีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างสาธารณูปโภค เช่น ทางด่วนบางเส้นทางจะยกเว้นค่าผ่านทางสำหรับรถอีวี เรือข้ามฟากบางเส้นทางจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียเงิน ทั้งหมดนี้มาในรูปแบบเงินอุดหนุนจากภาครัฐ
แต่อย่างไรก็ตามในเชิงสถิติก็มีข้อถกเถียงเช่นกันว่า รัฐบาลนอร์เวย์ต้องใช้เงินอุดหนุนต่อรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคันที่เกือบ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับราคาภาษีเต็มของรถเครื่องยนต์สันดาปซึ่งอยู่ที่ราว 1,400 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รถยนต์อีวีกลับมีอายุการใช้งานเฉลี่ยน้อยกว่ารถสันดาป
ไม่เพียงแค่มาตรการลดภาษีเท่านั้น รัฐบาลนอร์เวย์ยังผลักดันกฎหมายที่บังคับให้อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่สร้างใหม่ทุกรูปแบบ ต้องติดตั้งสถานีชาร์จ โดยคำนวนจากจำนวนผู้ใช้งานรถอีวีภายในตึกว่ามีมากน้อยเท่าใด ก็ต้องติดตั้งจุดชาร์จให้พอต่อความต้องการ ขณะเดียวกันในเมืองหลวงอย่างกรุงออสโลก็มีการให้ถนนเลนพิเศษกับรถอีวีในบางเส้นทาง ซึ่งทำให้เดินทางเข้า-ออกเมืองในเวลาอันสั้นกว่ารถยนต์ทั่วไป ขณะเดียวกัน หากเป็นรถยนต์สันดาปจะต้องเสียค่าจอดแสนแพงเมืองขับรถเข้าเมือง แต่สำหรับรถอีวีมีจุดชาร์จที่เป็นที่จอดไปในตัว จึงตัดปัญหาเรื่องที่จอดรถไปได้ในตัว

EV ในนอร์เวย์ที่มาพร้อมปัญหา
แม้ในเชิงนโยบายตลอดจนยอดขายรถอีวีในเยอรมนีจะประสบความสำเร็จ แต่มันก็นำมาอีกซึ่งปัญหาหนึ่ง เนื่องจากรัฐบาลออสโลพยายามสร้างแรงจูงใจการใช้รถอีวีผ่านมาตรการมากมาย โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการจอดรถในที่สาธารณะ แต่ในบางท้องถิ่นอย่างเมือง Trondheim นักการเมืองท้องถิ่นชี้ว่า เกิดปัญหาเหลื่อมล้ำระหว่างรถอีวี กับผู้ใช้รถสันดาปที่ไม่มีที่จอดรถเพียงพอสำหรับรถยนต์สันดาป ทำให้ท้องถิ่นของเมืองต้องกำหนดให้รถอีวีจอดได้ไม่เกิน 5 ชั่วโมงในเขตเทศบาล หากเกินก็ต้องจ่ายค่าจอดขณะเดียวกันบางเมืองของนอร์เวย์พบว่า มีผู้ใช้รถอีวีจอดเสียบชาร์จทิ้งไว้เป็นเวลานานทั้งวันโดยเฉพาะในจุดชาร์จฟรี ขณะเดียวกันการขยายจุดชาร์จก็ทำให้เสียพื้นที่บางส่วนสำหรับผู้ที่ต้องการขับรถมาช็อปปิ้งหรือทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ในเขตเมืองซึ่งทำให้เมืองสูญเสียรายได้
ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากจำนวนไม่น้อยก็บ่นถึงสิทธิที่คนใช้รถยนต์อีวีสามารถใช้บริการเรือข้ามฟากได้ฟรี ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลนอร์เวย์จะอุดหนุนเงินส่วนนี้ให้ผู้ให้บริการเรือเฟอร์รี่ก็ตาม แต่สัดส่วนก็ไม่ได้มากเท่ากับที่ผู้ให้บริการเรือเฟอร์รี่จัดเก็บจากคนใช้รถยนต์ทั่วไป ขณะเดียวกันต้นทุนของการติดตั้งสถานีชาร์จอีวี ก็ไม่ได้มีราคาถูกกว่าการสร้างสถานีบริการน้ำมันแบบดั่งเดิมแต่อย่างใด นี่ยังไม่นับรวมการเพิ่มกระแสไฟฟ้าที่เพียงพอในระดับเบสโหลดต่อความดีมานด์ที่การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นด้วย
อีกประเด็นที่น่าสนใจสำหรับนอร์เวย์คือ ด้วยความที่เป็นประเทศยุโรปเหนือแถบสแกนดิเนเวียซึ่งมีสภาพอากาศหนาวจัด นั่นทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่สภาพอากาศภายนอกเป็นอุณหภูมิติดลบ แบตเตอรีรถยนต์จะทำงานได้ไม่ดีนักเนื่องจากสารเคมีบางชนิดแข็งตัว สมาคมผู้ใช้งานรถยนต์อีวีในนอร์เวย์เผยว่า พวกเขาได้รับเสียงสะท้อนไม่น้อยที่คิดว่าตนเองขับรถออกจากบ้านด้วยแบตเตอรีเต็ม 100% แต่พอขับไปได้ไม่กี่กิโลเมตร พลังงานในแบตกลับลดลงอย่างรวดเร็ว นี่ยังไม่นับรวมขยะจากแบตเตอร์รี่รถยนต์ที่ต้องจัดการในอนาคต เมื่อปริมาณความนิยมรถอีวีสูงขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแม้นอร์เวย์จะเป็นชาติที่ประสบความสำเร็จใจด้านการใช้รถยนต์อีวีเบอร์หนึ่งของโลก แต่ก็มีเรื่องราวที่ไทยสามารถนำมาใช้เป็นตัวอย่างถอดบทเรียนได้ไม่น้อย



