ท่ามกลางมวลชนนับล้านที่มาร่วมไว้อาลัยในพิธีศพสุดยิ่งใหญ่ของ อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ทว่าสายตาของคนทั้งโลกกลับไม่ได้จับจ้องไปที่ความสูญเสียเพียงอย่างเดียว แต่กำลังตั้งคำถามถึง ‘ความว่างเปล่า’ ของเก้าอี้ผู้นำคนใหม่ เมื่อ มุจตาบา คาเมเนอี บุตรชายและผู้สืบทอดอำนาจสูงสุด ไม่ได้ปรากฏตัวในพิธีสำคัญนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
คำถามก็คือ “ผู้นำคนใหม่หายไปไหนในยามที่ประเทศกำลังเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ที่สุด?”

เป็นเวลาร่วมกว่า 4 เดือนแล้วที่ชาวอิหร่านยังไม่เคยได้เห็นแม้แต่หน้าค่าตาของผู้นำคนใหม่ผ่านแถลงการณ์ทางสถานีโทรทัศน์ และยังเป็นปริศนาอยู่จนถึงวันนี้ว่า “ผู้นำของพวกเขาอยู่ที่ไหน?” นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากเหตุโจมตีที่คร่าชีวิตอดีตผู้นำคนก่อนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
ที่ผ่านมามีเพียงแต่ข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านแถลงการณ์ทางโทรทัศน์เท่านั้น แต่มีรายงานว่า “มุจตาบาได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมถึงมีบาดแผลเสียโฉมบริเวณใบหน้าจากเหตุโจมตีทางอากาศครั้งนั้น แม้สภาพร่างกายยังไม่พร้อมพอที่จะปรากฏตัวต่อสาธารณชน แต่เขาก็ยังคงทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ อยู่”
ถึงกระนั้น หลังจากสหรัฐฯ-อิหร่านกลับมาโจมตีใส่กันอีกครั้งเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า “ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังคงเปิดโต๊ะเจรจาอยู่” ทว่าบทบาทและสถานะทางสุขภาพของเขาจึงกลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งยวดและเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง กองทัพ รวมถึงประชาชนชาวอิหร่าน
“ผมเข้าใจดีว่าถ้าเป็นเรื่องความมั่นคง เขาก็ไม่ควรจะปรากฏตัวให้ใครเห็น แต่ตอนนี้ประเทศของเรากำลังแย่มาก...ประชาชนจำเป็นต้องได้เห็นหน้าผู้นำสูงสุดบ้าง ต่อให้ท่านจะบาดเจ็บอยู่ก็ตาม แต่อย่างน้อย ๆ พวกเราก็ต้องการความมั่นใจว่าประเทศนี้ยังมีผู้นำ และท่านยังคงบริหารประเทศอยู่จริง ๆ”
— ทากี วัย 47 ปี เจ้าของร้านค้าในเมืองอิสฟาฮาน กล่าว
แหล่งข่าวระดับสูงในอิหร่านเปิดเผยว่า “การที่ไม่มีภาพถ่ายหรือคลิปเสียงใหม่ ๆ ของผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันหลุดออกมาเลย นับตั้งแต่เขาได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นเพราะเหตุผลด้านสุขภาพและความปลอดภัย”
ความเสี่ยงด้านความมั่นคงในขณะนี้ถือว่า ‘สูงมาก’ เนื่องจากบิดาของเขาเพิ่งถูกลอบสังหารจากการโจมตีระลอกแรกสุดโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล นอกจากนี้ ในฐานะที่มุจตาบาเป็นศูนย์รวมจิตใจทั้งในด้านการเมือง ยุทธศาสตร์ ศาสนา และการปฏิวัติ ซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จสูงสุดในอิหร่าน เขาจึงอาจจำเป็นต้องปรากฏตัวในสภาพร่างกายที่ดูแข็งแกร่งและพร้อมทำงานมากกว่าสภาพร่างกายที่ยังดูไม่แข็งแรงพอที่จะออกสื่อ
แม้ว่าในตอนนี้กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC) จะยังคงควบคุมประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ก็ยังไม่มีใครแน่ใจว่า ผู้นำสูงสุดจะหลบฉากอยู่หลังม่านแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน...ก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้
การไม่ปรากฏตัวของ ‘มุจตาบา’ ทำให้เกิดคำถามว่า “เขาจะก้าวข้ามเงาพ่อตัวเอง” ได้ไหม...

“คุณจะสืบทอดอำนาจด้วยความศรัทธาและบารมีได้อย่างไร ในเมื่อตัวผู้สืบทอดไม่อยู่ตรงนั้น? เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเขาแน่นอน ต่อให้ตอนนี้จะยังประคองสถานการณ์ไปได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะยั่งยืนในระยะยาว”
— อาลี อันซารี ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์สมัยใหม่จากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ในสกอตแลนด์ กล่าว
การไม่ปรากฏตัวของมุจตาบาเริ่มสร้างความกังวลใจให้แก่ชาวอิหร่านมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพูดถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศ “การที่ผู้นำสูงสุดไม่ยอมปรากฏตัว ทั้ง ๆ ที่สงครามยุติลงแล้ว ยิ่งจะนำไปสู่ความไม่แน่นอนและความระส่ำระสายในประเทศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากพิธีฝังศพของอดีตผู้นำได้ผ่านพ้นไปแล้ว” โมฮัมหมัดเรซา ชาวอิหร่านวัย 51 ปี กล่าว
อย่างไรก็ดี บทบาทของผู้นำสูงสุดอิหร่านนั้นแตกต่างจากประมุขแห่งรัฐส่วนใหญ่ในโลกอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากอุดมการณ์อย่างเป็นทางการของอิหร่านกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งนี้เป็นตัวแทนบนโลกมนุษย์ของ ‘อิหม่ามคนที่ 12’ แห่งนิกายชีอะห์ ผู้ซึ่งหายสาบสูญไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9
จึงยังไม่แน่ชัดว่า มุจตาบา จะแบกรับบทบาทอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้อย่างไร เพราะหากย้อนกลับไป ผู้นำสูงสุดคนแรกอย่าง อายาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคมัยนี ถือเป็นบิดาแห่งการปฏิวัติผู้เปี่ยมด้วยบารมีและเป็นปราชญ์ทางศาสนาที่ผู้คนเคารพสูงสุดในอิหร่าน อันเนื่องจากบารมีและบุคลิกอันน่าเกรงขามของโคมัยนีในยุคนั้น จึงทำให้ประชาชนพร้อมเชื่อฟังคำสั่งของเขาอย่างไร้ข้อกังขา
ส่วน อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้เป็นทายาทรุ่นที่สอง แม้จะเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาก่อน แต่ในตอนแรกเขาก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้นำศาสนาระดับแถวหน้า และยังขาดบารมีที่จะเทียบเคียงกับโคมัยนี อย่างไรก็ตาม ตลอด 37 ปีที่ครองอำนาจ คาเมเนอีสามารถเดินเกมโค่นคู่แข่งทางการเมืองลงได้ และด้วยแรงหนุนจากกองทัพ IRGC จึงทำให้เขาแผ่อิทธิพลเข้าควบคุมการเมืองอิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ตัดภาพมาที่ มุจตาบา ผู้นำคนปัจจุบัน เขากลับขาดทั้งบารมีทางศาสนา และไม่เคยมีฐานอำนาจการเมืองเป็นของตัวเองเหมือนอย่างพ่อของเขา ทว่าจุดแข็งเดียวของเขาคือ ‘การทำงานอยู่เบื้องหลัง’ บริหารสำนักงานของพ่อ รวมถึงควบคุมเครือข่ายเส้นสายทั่วประเทศ และสร้างสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับกองทัพ IRGC
“มุจตาบา คาเมเนอี กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็นบุคคลทางการเมืองที่แตกต่างจากพ่อของเขา และยิ่งแตกต่างจากโคมัยนีอย่างสิ้นเชิง...มุจตาบาอาจจะมอบอำนาจให้กองทัพ IRGC มากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การแย่งชิงอำนาจภายในรัฐบาลได้”
— นักวิเคราะห์ กล่าว
เจสัน บรอดสกี ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายขององค์กร ‘United Against Nuclear Iran’ (UANI) บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า “ดุลอำนาจระหว่างสำนักงานผู้นำสูงสุดกับกองทัพ IRGC ได้เปลี่ยนไปแล้ว...มุจตาบา คาเมเนอี เป็น ‘ผู้นำที่อ่อนแอกว่า’ พ่อของเขา แต่ อาลี คาเมเนอี เองก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรวบรวมและกระชับอำนาจของตนเองให้มั่นคง หลังจากถูกแต่งตั้งในปี 1989”
“ในขณะที่อิหร่านกำลังพยายามแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ความสามัคคี และการอยู่รอด หลังเสร็จสิ้นสงคราม แต่การที่มุจตาบาไม่ปรากฏตัวนั้นกลับแสดงให้เห็นว่า เบื้องหลังฉากนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความกลัว ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสงครามครั้งนี้ได้คร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปจนหมดสิ้น รวมถึงพ่อของเขาด้วย” บรอดสกี กล่าว
จนถึงตอนนี้ ทั้งวิสัยทัศน์ อำนาจ และความสามารถของมุจตาบายังคงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ชัดเจนคือ “กองทัพ IRGCจะยังคงเป็นเสาหลักในระบอบการปกครองของเขาต่อไป”
ในยามที่อิหร่านยังคงจมปลักอยู่กับความขัดแย้งแม้จะมีการประกาศหยุดยิงเป็นระยะๆ เศรษฐกิจถูกบีบรัดด้วยมาตรการคว่ำบาตร ประกอบกับความไม่สงบและการประท้วงใหญ่ในประเทศ ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านในเวลานี้...จึงไม่ต่างอะไรกับ ‘รหัสลับ’ ที่ยังคงเป็นปริศนา





