สถานการณ์การเมืองโลกยังคงเป็นที่จับจ้องกันต่อไป หลังจากตลอดปี 2023 มีเรื่องราวมากมายไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 ของหลายๆ ประเทศ สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่สู้รบกันยาวนานจนจะเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว ตลอดจนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของวงการ ‘AI’ ที่อาจกลายเป็นอาวุธสงคราม และการตอบโต้กันไปมาระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในประเด็นไต้หวัน หรือแม้กระทั่งการพบปะของบุคคลสำคัญอย่างปูติน-สีจิ้นผิง คิมจองอึน-ปูติน ไบเดน-สีจิ้นผิง รวมไปถึงเหตุการณ์สะเทือนโลกอย่างสงครามอิสราเอล-ฮามาส
เรากำลังเข้าใกล้จุดกึ่งกลางของทศวรรษซึ่งเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงระดับโลกครั้งสำคัญแล้ว ทั้งสงคราม โรคระบาด ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ อันส่งผลให้โลกค่อนข้างแตกต่างไปจากเมื่อช่วงต้นปี 2020
ต่อไปนี้เป็นการคาดการณ์ รวมถึงสถานการณ์โลกการเมืองที่อาจเปลี่ยนแปลงในปี 2024 ซึ่งเราอาจได้สัมผัสกับเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย และบางเหตุการณ์ก็ยังคงมีแนวโน้มว่าจะดำเนินต่อไปในปีหน้าด้วย
การเลือกตั้งครั้งใหญ่ในหลายๆ ประเทศ
ในปี 2024 เราจะได้เห็นการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำในหลายประเทศ ที่ความสมดุลแห่งอำนาจแกว่งไปมา ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร รัสเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน เป็นต้น
- ทรัมป์ VS ไบเดน รีแมตช์?

ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 ชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนจะได้เลือกประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นรีแมตช์กลับมาชิงตำแหน่งกันอีกครั้งระหว่าง โจ ไบเดน และ โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ดูเหมือนว่าชาวอเมริกันจะเบื่อแคนดิเดตหน้าเก่าเต็มที เพราะด้วยวัยย่าง 82 ของไบเดนที่แก่เกินไป ขณะที่ทรัมป์ก็พ่วงไปด้วยคดีอาญาติดตัวอีก
จากการสำรวจของเว็บไซต์วิเคราะห์ FocusEconomics ช่วงเดือนตุลาคม 2023 พบว่า มากกว่าครึ่งคาดว่าไบเดนจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า แต่เขาอาจยังคงเผชิญกับสภาคองเกรสที่แตกแยกซึ่งจะทำให้การกำหนดนโยบายเป็นอุปสรรค
ขณะที่ 39% คาดว่าทรัมป์จะได้รับชัยชนะ โดยเชื่อว่าการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของทรัมป์อาจก่อให้เกิดความตึงเครียดทางสังคม เนื่องจากคดีทางอาญาหลายข้อหาของเขาอาจนำไปสู่วิกฤติทางการเมืองหากว่าเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดขณะดำรงตำแหน่ง
แต่หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ได้ทำการสำรวจเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งกลับกลายเป็นว่าทรัมป์มีคะแนนความนิยมแซงหน้าไบเดนได้เป็นครั้งแรกที่ 47% ต่อ 43%
- ‘นเรนทระ โมที’ อาจชนะการเลือกตั้งอินเดียเป็นสมัยที่ 3

อินเดียกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในการเลือกตั้งนายกฯ ครั้งใหม่ในปีหน้า เพราะตลอดเวลา 9 ปีภายใต้รัฐบาล นเรนทระ โมที ได้นำพาอินเดียก้าวสู่เขตเศรฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจหลักที่เติบโตเร็วที่สุด โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าอินเดียจะมีอัตราการเติบโตที่น่าประทับใจอยู่ที่ 7.4% ในปี 2023 และ 6.1% ในปี 2024 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
ผลการสำรวจความคิดเห็นเมื่อต้นเดือนธันวาคมก็พบว่า พรรคภารตียชนต (BJP) ของโมทียังคงได้รับความนิยม ขณะที่รายงานของข่าวกรองธุรกิจ Morning Consult พบว่า 78% ของชาวอินเดียที่ตอบแบบสำรวจเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนเห็นชอบการปฏิบัติงานของโมที ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นภายในประเทศก็ยืนยันว่าความนิยมของโมทียังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“ฝ่ายค้านยังอยู่ในสภาวะระส่ำระสาย…โมทีจะชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 3 ในปี 2024 ไม่เพียงเท่านี้ แต่อินเดีย จะกลายเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกในช่วงทศวรรษปัจจุบัน” อาร์วินด์ ปานาการิยา นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียนและศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองอินเดียแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวทำนายในบทความของ The Times of India
- ‘ปูติน’ จะลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี!
สำนักข่าว Tass ของรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียรัสเซียยืนยันจะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2024 หลังจากเป็นผู้นำรัฐบาลมานานประมาณ 24 ปีแล้ว ซึ่งหากว่าเขาได้รับชัยชนะก็จะทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งยาวไปจนถึงปี 2030 เป็นอย่างน้อย
ทั้งนี้ ปูตินอาจยังคงอยู่ในอำนาจจนถึงปี 2036 จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 2 ครั้งที่ โดยในปี 2008 ได้มีการปรับปรุงรัฐธรรมนูญเพื่อขยายวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก 4 ปีเป็น 6 ปี และในปี 2020 ปูตินได้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอีกครั้งที่ทำให้เขาสามารถรับมอบอำนาจจากประธานาธิบดีอีก 2 สมัยในระยะเวลา 6 ปี หลังจากหมดวาระในปี 2024
อย่างไรก็ดี ปูตินไม่น่าจะมีคู่แข่งอย่างจริงจังในการเลือกตั้งประธานาธิบดี เพราะเขายังคงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในประเทศ แม้ว่าจะมีสงครามนองเลือดในยูเครนอย่างต่อเนื่องซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ตลอดจนการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก แต่การสำรวจของ Tass พบว่า 78.5% ของรัสเซียไว้วางใจปูติน ในขณะที่ 75.8% เห็นด้วยกับกิจกรรมทางการเมืองของเขา
- ผลการเลือกตั้งไต้หวันที่ (อาจ) กลายเป็น ‘จุดเปลี่ยน’

ที่ผ่านมาความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การเลือกตั้งไต้หวันช่วงมกราคมปี 2024 ที่จะถึงนี้อาจกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญในประเด็นความขัดแย้งระหว่างทั้ง 2 ดินแดน ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน เนื่องจากศึกเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ที่ยังคงมุ่งเน้นไปที่เอกราชและอธิปไตย ในขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งมีแนวโน้มที่จะต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่
แม้การพบปะกันครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 1 ปีระหว่างไบเดน และสีจิ้นผิงช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จะมีการพูดถึงประเด็นไต้หวันกันไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนในประเด็นนี้ก็ยังไม่คลี่คลาย เพราะไบเดนบอกว่าสหรัฐฯ จะยังคงคัดค้านความพยายามในการบ่อนทำลายเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน และการสานสัมพันธ์ทางการทูต และการทหาร แต่สีเรียกร้องให้สหรัฐฯ สนับสนุน ‘การรวมประเทศ’ อย่างสันติของจีน และไม่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน
ในตอนนี้ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะเฝ้าสังเกตการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และรัสเซีย-ยูเครนเสียมากกว่า ซึ่งถ้าหากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นของพรรค DPP ที่ต้องการเอกราช ก็อาจมีแนวโน้มว่าไม่น่าจะมีการดำเนินการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ และนั่นอาจเป็นโอกาสที่ทำให้จีนเพิ่มกำลังทหารเพื่อแก้ไขสถานการณ์
- หนทางที่ชาวอินโดฯ (อาจ) ต้องเลือก
หนึ่งในประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกอย่าง ‘อินโดนีเซีย’ ก็มีกำหนดจัดการเลือกตั้งในปีหน้าเช่นกัน โดยจะเป็นการจัดเลือกตั้งวันเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลกเนื่องจากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากถึง 200 ล้านคน
โจโก วิโดโด ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมา 2 สมัยติดซึ่งจะไม่สามารถลงสมัครได้อีก แคนดิเดตผู้ร่วมชิงชัยจึงกลายเป็น 2 คนนี้ ได้แก่ กันจาร์ ปราโนโว นักการเมืองชาวอินโดฯ และปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหม หรือที่รู้จักในฐานะลูกเขยของอดีตจอมเผด็จการซูฮาร์โต ซึ่งดูเหมือนว่าจะสูสีกันทั้งคู่ ขณะที่ผลการสำรวจความนิยมยังพบว่าคะแนนของทั้งสองคนห่างกันไม่มาก
แต่ปราโนโวอาจมีภาษีดีกว่าจากการสนับสนุนของประธานาธิบดีโจโกวี ส่วนปราโบโวนั้นเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตจากหลายๆ เหตุการณ์
หลังจากนี้คงต้องดูกันต่อไปว่าพลเมืองอินโดนีเซียอยากจะกลับไปอยู่ใต้ร่มเงาเผด็จการอีกครั้ง หรือจะเป็นประชาธิปไตยต่อไป
มีแนวโน้มว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนจะลากยาว…
สงครามรัสเซีย-ยูเครนกำลังดำเนินมาจะเข้าปีที่ 2 แล้ว และยังเป็นพลเมืองของทั้งสองประเทศเหมือนเดิมที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ โดยประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของยูเครนกลายเป็นคนไร้บ้าน หลายพันคนถูกสังหาร เมืองและหมู่บ้านหลายแห่งถูกทำลาย ในขณะที่ชาวรัสเซียเสียชีวิตไปแล้วหลายแสนคน
จากการสำรวจของเว็บไซต์วิเคราะห์ FocusEconomics เมื่อช่วงเดือนตุลาคมกับผู้ร่วมอภิปราย 100 คนพบว่า 81% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนจะดำเนินต่อไปจนถึงปีหน้า เนื่องจากกองทัพทั้งสองดูเหมือนจะมีกองกำลังพอๆ กันในสนามรบ อีกทั้งปูตินยังกระตือรือร้นที่จะต้องการชัยชนะทางทหารเพราะกองทัพเรือเพิ่งเปิดตัวเรือดำน้ำนิวเคลียร์ใหม่ 2 ลำเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม และดูเหมือนว่าจะสร้างเพิ่มขึ้นอีก 8 ลำด้วย
ขณะเดียวกันยูเครนก็ยังคงได้รับความช่วยเหลือจากตะวันตกอยู่เรื่อยๆ โดยทั้งสองฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอย หรือยุติการรุกรานทางทหารแต่อย่างใด ซึ่งหากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปก็ยิ่งส่งผลให้ราคาธัญพืชและพลังงานสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นในปี 2024
…แต่แรงสนับสนุนทางการเงินระหว่างทำสงครามก็สำคัญ…
หากผู้นำอเมริกาและยุโรปสามารถเพิ่มความเร็วในการให้ความช่วยเหลือด้านการป้องกันแก่ยูเครนได้ ชาวยูเครนก็จะเป็นผู้ชนะ ชัยชนะของยูเครนเกิดขึ้นได้ แต่สหรัฐฯ และยุโรปจำเป็นต้องตัดสินใจว่าพวกเขาตั้งใจที่จะช่วยให้ยูเครนยุติสงครามได้ในที่สุดหรือไม่?
ขณะที่นักวิเคราะห์จากเครือธนาคารยักษ์ใหญ่โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) บอกว่า “เนื่องจากการเลือกตั้งของสหรัฐฯ กำลังจะมาถึง ทำให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับสงครามอาจจะจางหายไป นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการสนับสนุนทางการเงินและการทหารของยูเครน…นี่อาจทำให้สงครามสั้นลงและนำไปสู่การเจรจาสันติภาพที่รวดเร็วขึ้นในปี 2024”
เศรษฐกิจอ่อนแอจน (อาจ) เข้าสู่ภาวะ ‘ถดถอย’?

ตามข้อมูลของ บิล คอเนอร์ลี จากนิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) ระบุว่า “นักเศรษฐศาสตร์ยังคงคาดการณ์ต่อไปว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะยังคงหดตัวต่อไปในปี 2024 ซึ่งอาจก่อให้เกิด ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ แต่จะรุนแรงน้อยกว่าในช่วงปี 2008-2009 อย่างแน่นอน”
ขณะที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) บอกว่า “การเติบโตของ GDP ที่แข็งแกร่งเกินคาดในปี 2023 กำลังจะชะลอตัวลง เนื่องจากเงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น การเติบโตของการค้าที่อ่อนแอ รวมถึงความเชื่อมั่นทางธุรกิจและผู้บริโภคที่ลดลงยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก”
การเติบโตทั่วโลกจะลดลงเหลือ 2.7% ในปี 2024 จาก 2.9% ในปีนี้ (2023) ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 3% ในปี 2025 เนื่องจากการฟื้นตัวการเติบโตของรายได้ที่แท้จริง (รายได้บุคคล) และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
ขณะที่การ ‘ว่างงาน’ ยังคงอยู่ในระดับ ‘ต่ำ’
อัตราการว่างงานยังคงต่ำประเทศในกลุ่ม OECD โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 5.1% สำหรับทั้งปี 2024 และ 2025 ส่วนในญี่ปุ่นและเขตยูโรโซนก็คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำและใกล้เคียงกับระดับปัจจุบันที่ 6.5% เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นก็คาดว่าอัตราดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา และออสเตรเลีย
‘วิกฤตอิสราเอล-ฮามาส’ ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน
ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างในตะวันออกกลางอาจมาแทนที่ความคาดหวังของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจยุโรปที่สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น
อาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดพลังงาน และเส้นทางการค้าหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจยุโรปสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น ทั้งนี้ หากราคาตลาดการเงินมีความเสี่ยงเพิ่มเติมอีกก็อาจจะชะลอการเติบโตต่อไปและเพิ่มอัตราเงินเฟ้อในที่สุด




