‘มนุษย์’ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ล่าขั้นสุดยอด โดยใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าราว 1 ใน 3 เพื่อเป็นอาหาร ยารักษาโรค และเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยง ทำให้สัตว์กว่าครึ่งหนึ่งเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์
นั่นทำให้เราอันตรายกว่าผู้ล่าตามธรรมชาติอย่าง ‘ฉลามขาว’ หลายร้อยเท่า และเหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างออกมาเตือนถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของมนุษย์ต่อระบบนิเวศทั้งหมด
ร็อบ ครูกค์ จากศูนย์นิเวศวิทยาและอุทกวิทยาแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวว่า มนุษย์มีความหลากหลายในการใช้ประโยชน์จากสัตว์ แต่เราจำเป็นต้องก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติทั่วโลก
นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และปลาเกือบ 50,000 ชนิดที่มนุษย์เก็บเกี่ยวเพื่อเป็นอาหาร ยา หรือเครื่องนุ่งห่ม หรือสัตว์เลี้ยง พวกเขาพบว่าเราใช้หรือแลกเปลี่ยนสัตว์ 14,663 ชนิด หรือประมาณ 1 ใน 3 ของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมด และกำลังผลักดันให้ 39% ของสัตว์เหล่านี้เข้าสู่ภาวะสูญพันธุ์ และผลกระทบของมนุษย์ก็มากกว่าผู้ล่าชั้นนำอย่างฉลามขาว สิงโต หรือเสือถึง 300 เท่า
มนุษย์มีอิทธิพลต่อสัตว์อื่นๆ บนโลกมากกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ ขณะที่เรากำลังเข้าสู่ยุคแอนโทรโพซีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กิจกรรมของมนุษย์มีอิทธิพลเหนือสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม สัตว์ที่เลี้ยงในบ้านกลายเป็นสัตว์ส่วนใหญ่ที่เคยอยู่ในป่าและหล่อเลี้ยงโลกธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่ามากเกินไปอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการทำงานของระบบนิเวศ
นั่นทำให้เราอันตรายกว่าผู้ล่าตามธรรมชาติอย่าง ‘ฉลามขาว’ หลายร้อยเท่า และเหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างออกมาเตือนถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของมนุษย์ต่อระบบนิเวศทั้งหมด
ร็อบ ครูกค์ จากศูนย์นิเวศวิทยาและอุทกวิทยาแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวว่า มนุษย์มีความหลากหลายในการใช้ประโยชน์จากสัตว์ แต่เราจำเป็นต้องก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติทั่วโลก
นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และปลาเกือบ 50,000 ชนิดที่มนุษย์เก็บเกี่ยวเพื่อเป็นอาหาร ยา หรือเครื่องนุ่งห่ม หรือสัตว์เลี้ยง พวกเขาพบว่าเราใช้หรือแลกเปลี่ยนสัตว์ 14,663 ชนิด หรือประมาณ 1 ใน 3 ของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมด และกำลังผลักดันให้ 39% ของสัตว์เหล่านี้เข้าสู่ภาวะสูญพันธุ์ และผลกระทบของมนุษย์ก็มากกว่าผู้ล่าชั้นนำอย่างฉลามขาว สิงโต หรือเสือถึง 300 เท่า
มนุษย์มีอิทธิพลต่อสัตว์อื่นๆ บนโลกมากกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ ขณะที่เรากำลังเข้าสู่ยุคแอนโทรโพซีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กิจกรรมของมนุษย์มีอิทธิพลเหนือสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม สัตว์ที่เลี้ยงในบ้านกลายเป็นสัตว์ส่วนใหญ่ที่เคยอยู่ในป่าและหล่อเลี้ยงโลกธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่ามากเกินไปอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการทำงานของระบบนิเวศ



