‘ประท้วงอดอาหาร’ ที่รัฐบาลอังกฤษยอมอ่อนข้อ แต่ต้องแลกด้วยชีวิต

6 ก.พ. 2566 - 17:43

  • บ็อบบี แซนด์ ผู้สังเวยชีวิตให้กับการประท้วงอดอาหารในไอร์แลนด์เหนือ

  • จาฟาร์ ปานาฮี ผู้สร้างภาพยนตร์ผู้ประท้วงอดอาหารในเรือนจำอิหร่านจนได้รับการปล่อยตัว

Hunger_strike_bobby_sands_ireland_Jafar_Panahi_iran_SPACEBAR_Hero_395c9c6d25.jpeg
จากกรณีที่ ‘ตะวัน’ วัย 21 ปี และ ‘แบม’ วัย 23 ปี ได้ประท้วงอดอาหารและน้ำ (Hunger Strike) ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้ศาลอนุมัติการประกันตัวผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ระหว่างต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งล่าสุดพบว่าทั้งคู่มีภาวะเลือดเป็นกรดจนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล 

ทว่าหากมองในมุมต่างประเทศ ก็มีเหตุการณ์ประท้วงอดอาหารแบบนี้ด้วยเช่นกัน  

‘บ็อบบี แซนด์ส’ ผู้สังเวยชีวิตให้กับการประท้วงอดอาหาร

Hunger_strike_bobby_sands_ireland_Jafar_Panahi_iran_SPACEBAR_Photo01_9b0be12923.jpeg
Wikipedia
ย้อนกลับไปในวันที่ 5 พฤษภาคมปี 1981 ราว 40 ปีที่แล้ว เมื่อ บ็อบบี แซนด์ส ชาวไอริชวัย 27 ปี อาสาสมัครชาวไอริชในกองทัพเฉพาะกาลสาธารณรัฐนิยมไอริช (IRA) ในเรือนจำเมซนอกเมืองเบลฟัสต์ได้อดอาหารจนเสียชีวิต 

แซนด์สถูกจับกุมและตั้งข้อหาในเดือนตุลาคม 1972 จากการครอบครองปืนพก 4 กระบอกที่พบในบ้านของเขา และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปีในเดือนเมษายน 1973 จนได้รับปล่อยตัวในเดือนเมษายน 1976 

เมื่อได้รับการปล่อยตัว เขากลับไปบ้านของครอบครัวในเวสต์เบลฟัสต์ และกลับมามีบทบาทใน IRA เฉพาะกาลอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นในปี 1977 แซนด์สกลับเข้าไปพัวพันกับคดีการต่อสู้ด้วยอาวุธปืนของชาย 4 คนและถูกส่งตัวไปยังเรือนจำในเรือนจำอีกครั้ง และเขาปฏิเสธที่จะสวมเครื่องแบบเรือนจำและห่มผ้าแทน หรือเรียกว่า ‘ประท้วงผ้าห่ม 1978’ 

นอกจากนี้ นักโทษยังปฏิเสธที่จะล้างและทาผนังห้องขังด้วยสิ่งปฏิกูล เนื่องจากไม่มีห้องสุขา พวกเขาจึงเทปัสสาวะลงบนพื้นและทาขยะมูลฝอยตามผนัง จนกลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อของการ ‘ประท้วงสกปรก’  

ภายในปี 1980 แม้จะมีสภาพที่น่าสยดสยอง แต่การประท้วงสกปรกก็ยังคงล้มเหลวในการปลุกระดมชุมชนชาตินิยมส่วนใหญ่ ด้วยขวัญกำลังใจที่ตกต่ำ นักโทษจึงตัดสินใจเลือกทางเลือกทางอื่น นั่นคือ ‘การอดอาหารประท้วง’ 

นักโทษเหล่านี้พร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อให้ผู้สนับสนุนพวกเขาเดือดดาลและบีบให้ มาร์กาเรต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีอนุรักษนิยมของอังกฤษในเวลานั้นยอมประนีประนอมในที่สุด 

ขณะเดียวกันก็มีนักโทษ 7 คนที่ร่วมอดอาหารเป็นเวลา 53 วันนับตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 1980 จนเกิดการประนีประนอมกันผ่านช่องทางลับสุดยอดในที่สุดซึ่งได้รับการอนุมัติโดยแทตเชอร์ แต่การประนีประนอมกลับพังทลาย  

จนกระทั่ง 2 เดือนต่อมา แซนด์สผู้บังคับบัญชาของ IRA ในเรือนจำเมซก็นำการประท้วงอดอาหารครั้งที่ 2 อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 1981 โดยในครั้งนี้ หากไม่มีการประนีประนอมใดๆ แซนด์สและอาสาสมัครอีก 9 คนจะถึงแก่ความตาย 

แต่แทตเชอร์ก็ยังไม่หวั่นไหวและกล่าวว่า “อาชญากรรมก็คืออาชญากรรมไม่ใช่เรื่องการเมือง มันคืออาชญากรรม ห้ามมีคำถามเกี่ยวกับสถานะทางการเมือง” และกลายเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างสตรีเหล็กและบุรุษเหล็กผู้เอาแต่ใจ 

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หลังจากผ่านการอดอาหารไป 66 วัน แซนด์สก็เสียชีวิตและมีผู้มาร่วมไว้อาลัยราว 100,000 คน  

“แซนด์เป็นอาชญากร…เขาเลือกที่จะปลิดชีวิตตัวเอง” แทตเชอร์ กล่าว 

และจากเหตุการณ์อดอาหารประท้วงในปี 1981 นี้พบว่ามีชายทั้งหมด 10 คนที่เสียชีวิตในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวยกย่องแซนด์สในท่อนเพลงว่า ‘บ็อบบี้แซนด์สผู้กล้าหาญ’ อีกด้วย 

‘จาฟาร์ ปานาฮี’ ผู้รอดชีวิตจากการประท้วงอดอาหาร 

Hunger_strike_bobby_sands_ireland_Jafar_Panahi_iran_SPACEBAR_Photo02_62b9f5b42a.jpeg
Atta KENARE / AFP
‘จาฟาร์ ปานาฮี’ ผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดังชาวอิหร่านเองก็เคยเป็นหนึ่งในผู้คุมขังที่ต่อต้านระบอบการปกครองและประท้วงอดอาหารตลอด 7 เดือนที่เรือนจำ แต่ได้รับการประกันตัว 

ปานาฮีถูกจับกุมเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (2022) และมีโทษจำคุก 6 ปีซึ่งศาลมีคำสั่งเดิมในปี 2010 ฐานโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านระบบ แต่ในเดือนตุลาคม คำพิพากษาดังกล่าวถูกยกเลิกโดยศาลสูงสุดของอิหร่านและสั่งให้มีการดำเนินคดีใหม่ โดยทางการอิหร่านกล่าวว่าพวกเขาได้ตัดสินใจรื้อฟื้นโทษในปี 2010 ควบคู่ไปกับการห้ามเดินทางและห้ามสร้างภาพยนตร์เป็นเวลา 20 ปี  

ปานาฮี กล่าวว่า เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต่อสู้กับความไร้มนุษยธรรมของระบอบการปกครองด้วยชีวิตของเขาที่เป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของเขา “ผมขอประกาศอย่างหนักแน่นเพื่อต่อต้านพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายและไร้มนุษยธรรมของหน่วยงานด้านตุลาการและความมั่นคง ตลอดจนการจับตัวประกัน ผมได้เริ่มประท้วงอดอาหารตั้งแต่เช้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์”  

“ผมจะไม่กิน ดื่มอาหารและยาใดๆ จนกว่าจะถึงเวลาปล่อยตัว ผมจะอยู่ในสภาพนี้จนกว่าร่างกายที่ไร้ชีวิตของผมจะหลุดพ้นจากคุก”  

“มันเป็นเพียงข้อแก้ตัวสำหรับการปราบปรามเท่านั้น ผมรู้ว่าระบบตุลาการและสถาบันความมั่นคงไม่มีความตั้งใจที่จะใช้กฎหมาย (ซึ่งพวกเขาอวดอ้าง) แต่ด้วยความเคารพต่อทนายความและเพื่อนของผม ผมจึงใช้ทุกช่องทางทางกฎหมายเพื่อต่อสู้เพื่อสิทธิของผม” 

นอกจากนี้ ในวันที่ปานาฮีได้รับการปล่อยตัวก็มีภาพของ ฟาร์ฮัด เมย์ซามี วัย 53 ปี ซึ่งถูกจำคุกตั้งแต่ปี 2018 จากการสนับสนุนนักเคลื่อนไหวสตรีที่ประท้วงนโยบายการคลุมศีรษะของอิหร่าน และเริ่มประท้วงอดอาหารเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2022 ในสภาพผอมโซจนเห็นซี่โครงอยู่ในห้องขังถูกเผยแพร่ทางออนไลน์จนกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย 

แต่สำนักข่าว Reuters ไม่สามารถยืนยันได้ว่าภาพดังกล่าวถูกถ่ายเมื่อใด “ลูกความของผม ฟาร์ฮัด เมย์ซามีกำลังตกอยู่ในอันตราย” ทนายความทวีต “เขาอดอาหารประท้วงเพื่อประท้วงการสังหารหมู่ของรัฐบาลเมื่อไม่นานมานี้…มายซัมลดน้ำหนักได้ 52 กิโลกรัม” 

รูปภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นเมย์ซามีขดตัวอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล และเห็นซี่โครงของเขายื่นออกมา “ภาพอันน่าตกตะลึงของ ฟาร์ฮัด เมย์ซามี ผู้สนับสนุนผู้กล้าหาญเพื่อสิทธิสตรีที่ถูกอดอาหารประท้วงในคุก”  

“ระบอบการปกครองของอิหร่านปฏิเสธสิทธิและเสรีภาพของพวกเขาและนักโทษการเมืองอีกหลายพันคนอย่างไม่เป็นธรรม ตอนนี้มันคุกคามชีวิตของเขาอย่างไม่ยุติธรรม” โรเบิร์ต มัลลีย์ ทูตพิเศษของวอชิงตันประจำอิหร่านทวีต 

ส่วนองค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าวว่า “ภาพเหล่านี้ของเมย์ซามีเป็นเครื่องเตือนใจที่น่าตกใจถึงการดูถูกสิทธิมนุษยชนของทางการอิหร่าน" 

ในจดหมายที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวเปอร์เซียนของ BBC เมื่อวันพฤหัสบดี (2 ก.พ.) ที่ผ่านมา ซึ่งเมย์ซามีเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ ยุติการประหารชีวิต ปล่อยตัวนักโทษการเมือง-พลเรือน และยุติการบังคับขืนใจฮิญาบ 

“ผมจะทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ต่อไปด้วยความหวังว่ามันอาจจะเป็นไปได้ในภายหลังด้วยความพยายามร่วมกัน” เขาเขียน 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์