ตลอดเดือนกันยายนทั้งยุโรปและเอเชียต่างก็เจอฝนถล่มหนักมากจนเกิดน้ำท่วม ดินสไลด์ บ้านเรือนเสียหายในหลายพื้นที่ ไหนจะพายุไต้ฝุ่นยางิที่พัดถล่มหลายประเทศในเอเชีย พายุบอริสที่พัดถล่มบางส่วนของยุโรป น้ำท่วมรุนแรงที่ซาเฮลซึ่งเป็นเขตรอยต่อกึ่งทะเลทรายแถบแอฟริกา และพายุเฮอร์ริเคนเฮเลนที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ
แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะเชื่อมโยงเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วบางกรณีเข้ากับภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์โดยตรง แต่ยังคงเร็วเกินไปที่จะสรุปผลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุเหตุของฝนตกหนักในเดือนนี้
เปาโล เซปปิ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ‘Grantham Institute’ แห่งมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า “คุณจะเจอกับสภาวะสภาพอากาศสุดขั้วอยู่เสมอ แต่ความรุนแรงของสภาวะนั้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝนตกหนัก นั่นอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยทั่วไปที่ขับเคลื่อนให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ ในส่วนต่างๆ ของโลก”
ตามรายงานของเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ ‘World Weather Attribution’ (WWA) เผยว่า ฝนที่ตกหนักในยุโรปกลางนั้นมาพร้อมกับพายุบอริส ถือเป็น ‘ฝนที่ตกหนักที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาในภูมิภาคนี้’ ทำให้น้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เพาะปลูก
WWA เผยอีกว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้โอกาสที่จะเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน 4 วันเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็กำลังเร่งตัวขึ้น
ขณะเดียวกันที่เมืองวาจิมะของญี่ปุ่นเมื่อเช้าวันที่ 21 กันยายน พบว่า ไต้ฝุ่นยางิทำให้มีฝนตกมากกว่า 120 มิลลิเมตร (4.7 นิ้ว) ต่อชั่วโมง ถือเป็นฝนที่ตกหนักที่สุดนับตั้งแต่มีข้อมูลเปรียบเทียบในปี 1929
**“การอธิบายรูปแบบสภาพอากาศที่แตกต่างกันทั่วโลกในเวลาเดียวกันว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก...**แต่หลักการพื้นฐานยังคงอยู่ว่าทุกๆ 1 องศาเซลเซียสที่โลกร้อนขึ้น บรรยากาศจะกักเก็บความชื้นไว้ได้มากขึ้น 7%” ลิซ สตีเฟนส์ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์ภูมิอากาศของสภากาชาดและเสี้ยววงเดือนแดง กล่าวกับสำนักข่าว AFP
หน่วยบริการและสังเกตการณ์ชั้นบรรยากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Atmospheric Monitoring Service) พบว่า ฤดูร้อนทางภาคเหนือของปี 2024 ทำให้อุณหภูมิโลกสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ทำลายสถิติของปีที่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ โลกที่ร้อนขึ้นก็อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีความชื้นมากกว่าด้วยเช่นกัน
“ฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าวในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในปีนี้ทำให้เกิดการระเหยมากขึ้น ส่งผลให้ไอน้ำไหลเข้าสู่ทวีปยุโรปมากขึ้นหากสภาพอากาศเหมาะสม และทำให้ความชื้นทั้งหมดถูกระบายออกไปในบางพื้นที่” เซปปิ กล่าว
“อุณหภูมิทั่วโลกทั้งบนพื้นดินและในมหาสมุทรสูงผิดปกติในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน แม้ว่าในมหาสมุทรแปซิฟิกจะเกิดปรากฏการณ์ลานีญาก็ตาม อุณหภูมิที่สูงผิดปกติจะช่วยสร้างความร้อนและความชื้น ทำให้เกิดพายุและสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น” ร็อกซี แมทธิว คอล จากสถาบันอุตุนิยมวิทยาเขตร้อนแห่งอินเดีย กล่าวกับ AFP
ขณะที่หลายพื้นที่ของอเมริกาใต้และแอฟริกาใต้ได้รับผลกระทบที่ตรงกันข้ามนั่นก็คือ ‘อากาศร้อนจัดและภัยแล้ง’
ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ ‘ลานีญา’ จะทำให้เกิดพายุฝนตกหนักในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย เป็นต้น แต่ทางอเมริกาใต้จะแห้งแล้ง ตรงกันข้ามกับ ‘เอลนีโญ’ ที่จะทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห้งแล้ง แต่ฝนตกหนักในแถบอเมริกาใต้




