สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านระลอกใหม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กดดันทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุดของรัฐบาลทรัมป์ โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ บีบให้อิหร่านยอมจำนน, ยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 เดือน และเปิดเส้นทางเดินเรือทางยุทธศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
“สหรัฐฯ จะไม่เพียงแค่ควบคุมภัยคุกคามจากอิหร่านอีกต่อไป แต่เรากำลังจะยุติมัน มาตรการคว่ำบาตรนี้จะตัดขาดทุกท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนระบอบเผด็จการนี้ จนกว่ารัฐบาลอิหร่านจะถูกโดดเดี่ยวโดยสิ้นเชิง”
— เบสเซนต์ ประกาศ
ยุทธศาสตร์ ‘Operation Economic Outcast’ จะขยายขอบเขตมาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) เพื่อเอาผิดกับประเทศและองค์กรต่าง ๆ ที่ยังคงทำธุรกิจกับรัฐบาลอิหร่าน พร้อมทั้งเตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ ในภาคส่วนสำคัญ เช่น เทคโนโลยี การขนส่งสินค้าทางเรือ และสินทรัพย์ดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านต่างยังไม่ปักใจเชื่อว่า มาตรการระลอกใหม่นี้จะมีอิทธิพลมากพอที่จะบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมรับความพ่ายแพ้ในสงคราม ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เคยคาดการณ์ไว้ตอนแรกว่า ‘จะใช้เวลาไม่เกิน 6 สัปดาห์’ ไม่ใช่ลากยาวมานานหลายเดือนเช่นนี้
แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามใช้มาตรการคว่ำบาตรกดดันอิหร่านมานานหลายทศวรรษ แต่อิหร่านก็ยังคงเอาตัวรอดมาได้เสมอ โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า “อิหร่านได้ใช้เครือข่ายทางการเงินที่ซับซ้อนร่วมกับการลักลอบค้าขายที่ผิดกฎหมายเป็นช่องทางในการหลบเลี่ยง”
“พวกเขารู้วิธีรับมือ พวกเขามีวิธีหลบเลี่ยง ดังนั้นฉันจึงคิดว่าสิ่งที่เบสเซนต์พูดส่วนใหญ่นั้น พุ่งเป้าไปที่ประเทศอื่นๆ มากกว่าที่จะเป็นอิหร่าน”
— เคต ดูเรียน นักวิชาการสมทบจากสถาบันอาหรับกัลฟ์สเตตส์ บอกกับสำนักข่าว BBC
ในการประกาศดังกล่าว เบสเซนต์ระบุว่า “ประเทศใดก็ตามที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน ควรจะเตรียมตัวรับผลกระทบจากการถูกโดดเดี่ยวร่วมกับรัฐบาลอิหร่านที่กำลังโรยรานี้ด้วย”
รายชื่อองค์กรและบริษัท 60 แห่งที่ถูกมองว่าให้ความช่วยเหลือหรือค้าขายกับอิหร่าน ได้ถูกระบุไว้ในมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่เมื่อวันอังคาร (25 ส.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมบริษัททั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่า รายชื่อที่สำคัญที่สุดในกลุ่มนี้คือ “บริษัทจากประเทศจีน”
อย่างไรก็ตาม มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่บริษัทเอกชนขนาดเล็กของจีนบางแห่งเท่านั้น แต่ยังไม่ได้ขยายผลไปถึงขั้นลงโทษสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นจุดที่จะสร้างผลกระทบได้รุนแรงกว่ามาก นักวิเคราะห์จึงมองว่า “หากสหรัฐฯ ไม่ยอมคว่ำบาตรธนาคารใหญ่เหล่านี้ มาตรการรุนแรงที่เบสเซนต์หวังจะใช้ทำลายเศรษฐกิจอิหร่าน ก็อาจจะล้มเหลวไม่เป็นท่า”
เบรตต์ เอริกสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการคว่ำบาตรจากบริษัท ‘Obsidian Risk Advisors’ ในกรุงวอชิงตัน กล่าวกับ CBS News โดยหยิบคำพูดของทรัมป์มาเยาะเย้ยมาตรการนี้ว่า “นี่ไม่ใช่ ‘วันดีเดย์’ ทางเศรษฐกิจเลยสักนิด” พร้อมตั้งคำถามว่า “หากสหรัฐฯ ยังไม่กล้าคว่ำบาตรจีนอย่างจริงจัง จะคุ้มค่าจริงหรือที่จะยอมทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและชื่อเสียงบนเวทีโลก เพื่อยุทธศาสตร์ที่มีโอกาสสำเร็จริบหรี่เช่นนี้?”
จีนถูกมองว่าเป็น ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ ที่แท้จริงของอิหร่าน
“ยอดการรับซื้อน้ำมันดิบของจีนจากอิหร่านในปีที่แล้ว มีมูลค่าสูงถึงเกือบ 45% ของงบประมาณรวมทั้งหมดของรัฐบาลอิหร่านเลยทีเดียว”
— รายงานจากรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระบุ
เมียด มาลิกิ ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านความมั่นคงและการเงิน กล่าวว่า “ปัจจุบันเศรษฐกิจของอิหร่านขับเคลื่อนด้วยโมเดลธุรกิจง่าย ๆ คือ ‘ขายน้ำมันให้จีน’ จากนั้นจะนำรายได้ที่ได้มาใช้ใน 2 รูปแบบ คือ :
- นำไปซื้อสินค้านำเข้ากลับมาจากจีน
- โยกย้ายเงินส่วนที่เหลือออกไปต่างประเทศเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ”
“ในบางครั้ง รายได้ที่อิหร่านได้รับจากการขายน้ำมันให้แก่จีน จะถูกนำไปใช้สนับสนุนกลุ่มตัวแทนของอิหร่านในตะวันออกกลาง เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน หรือกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน” มาลิกิ กล่าว
(Photo by Evan Vucci / POOL / AFP)





