เสียงส่วนใหญ่จากทั้งสองพรรคในสภาคองเกรสลงมติ ‘เห็นชอบ’ ต่อข้อมติอำนาจในการประกาศสงคราม เพื่อถอนกองทัพสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบกับอิหร่าน
วุฒิสภาลงคะแนนเสียง 50 ต่อ 48 เสียงเมื่อบ่ายวันอังคาร (23 มิ.ย.) ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนที่ร่วมสนับสนุนมติดังกล่าวร่วมกับพรรคเดโมแครต ได้แก่ บิล คาสซิดี จากรัฐลุยเซียนา, ซูซาน คอลลินส์ จากรัฐเมน, แรนด์ พอล จากรัฐเคนทักกี และ ลิซา เมอร์เคาสกี จากรัฐอะแลสกา
มาตรการดังกล่าวเปรียบเหมือนการโหวตเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงจุดยืนเท่านั้น จึงไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และไม่จำเป็นต้องส่งให้ประธานาธิบดีลงนามที่ทำเนียบขาว โดยข้อมติตัวนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วเมื่อต้นเดือน ก่อนที่วุฒิสภาจะลงมติเห็นชอบตามในวันอังคาร (23 มิ.ย.) ที่ผ่านมา
“วันนี้ สภาคองเกรสได้ลุกขึ้นต่อต้าน โดนัลด์ ทรัมป์ และลงมติเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านที่สิ้นเปลือง ไม่จำเป็น และสร้างความเสียหายย่อยยับ”
— ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตรัฐนิวยอร์ก กล่าวในแถลงการณ์หลังการลงคะแนนเสียง
ข้อความจากสภาคองเกรส ในฐานะฝ่ายอำนาจรัฐเพียงฝ่ายเดียวที่มีสิทธิ์ประกาศสงครามนั้น ชัดเจนอย่างยิ่งว่า “รัฐบาลของทรัมป์จะต้องถอนกองทัพสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบในอิหร่าน”
ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อมติดังกล่าว โดยโพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า “เหล่านิติบัญญัติได้ลงมติ ‘เพื่อจำกัดอำนาจ’ ในการทำสงครามของผม ทั้ง ๆ ที่ผมกำลังเจรจาขั้นสุดท้ายเพื่อปิดฉากสงครามกับอิหร่านอยู่แท้ ๆ คนที่ทำเรื่องขัดขวางผลประโยชน์ชาติแบบนี้ ช่างไม่รักชาติเอาเสียเลย”
“พวกเขารู้ดีว่าการเจรจาคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว แต่พรรคเดโมแครตซึ่งขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังอย่างไร้เหตุผล พวกเขายอมเห็นประเทศชาติล้มเหลว ดีกว่าจะยอมเห็นผมได้รับชัยชนะอีกครั้ง จากบรรดาชัยชนะมากมายที่ผ่านมา”
— ทรัมป์โพสต์บน Truth Social
การลงมติเมื่อวันอังคาร (23 มิ.ย.) เกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังอยู่ในช่วงการเจรจาอันละเอียดอ่อนเพื่อยุติความขัดแย้งอย่างถาวร ซึ่งเงื่อนไขขั้นต้นของการเจรจานี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสมาชิกของทั้งสองพรรคการเมือง
(Photo by ANDREW HARNIK / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / GETTY IMAGES VIA AFP)





