อินเดีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยขนาดใหญ่ที่สุดของโลก กลับเป็นประเทศที่มีการชัตดาวน์ระบบอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก สะท้อนถึงการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล โดยข้อมูลจาก Access Now ระบุว่า เฉพาะปี 2018 เพียงปีเดียวอินเดียชัตดาวน์ระบบอินเทอร์เน็ตมากถึง 134 ครั้ง ตามมาด้วย ปากีสถาน ที่มีการชัตดาวน์อินเทอร์เน็ตแค่ 12 ครั้งในปีดังกล่าว
ในหลายประเทศ การปิดระบบสื่อสารอย่างอินเทอร์เน็ต เป็นมาตรการป้องกันเพื่อตอบสนองการลุกฮือของประชาชนหรือการก่อความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศที่รัฐบาลประเมินแล้วว่าจะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เช่น การปฏิวัติเมื่อปี 2011ของอียิปต์และการก่อรัฐประหารของกองทัพตุรกีเมื่อปี 2016 ที่ล้มเหลว
สำหรับอินเดีย การชัตดาวน์อินเทอร์เน็ตมีสาเหตุที่หลากหลาย ทั้งปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง การประท้วงของประชาชนกลุ่มต่างๆ และการปฏิบัติทางทหาร หรือแม้กระทั่งปิดระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันการโกงในการสอบ ล่าสุดคือการปิดระบบอินเทอร์เน็ตในแคชเมียร์ การชัตดาวน์อินเทอร์เน็ตดาร์จีลิง เบงกอลตะวันตกนาน 45 วัน เพราะปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองและการปักหลักประท้วงของกลุ่มเคลื่อนไหวที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระ และการปิดระบบอินเทอร์เน็ตในรัฐพิหารนาน 40 วันเพื่อรับมือกับปัญหาความขัดแย้งในชุมชน
แต่การปิดระบบอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลก็สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมากมายด้วยเช่นกัน ซึ่งตอกย้ำว่าการสื่อสารผ่านระบบนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร โดยข้อมูลของสภาเพื่อการวิจัยด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของอินเดีย (ไอซีอาร์ไออีอาร์) ระบุว่า การชัตดาวน์ระบบอินเทอร์เน็ตอย่างมีเจตนาของรัฐบาลในช่วงปี 2012 และ 2017 ก่อต้นทุนทางเศรษฐกิจแก่อินเดียคิดเป็นมูลค่า 3.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Access Now ระบุว่า การปิดอินเทอร์เน็ตทั่วโลกทั้งหมด 187 ครั้ง เกิดขึ้นในอินเดีย 84 ครั้ง ในจำนวนนี้อยู่ที่ภูมิภาคแคชเมียร์ราว 49 ครั้ง
“เจ้าหน้าที่รัฐขัดขวางการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างน้อย 49 ครั้งในแคชเมียร์ เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมืองและความรุนแรง อีกทั้งยังออกคำสั่งต่อเนื่อง 16 รายการ สำหรับการปิดในลักษณะเคอร์ฟิวนาน 3 วัน เมื่อเดือน ม.ค. และ ก.พ. ปี 2022” รายงานของ Access Now ระบุ
ในหลายประเทศ การปิดระบบสื่อสารอย่างอินเทอร์เน็ต เป็นมาตรการป้องกันเพื่อตอบสนองการลุกฮือของประชาชนหรือการก่อความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศที่รัฐบาลประเมินแล้วว่าจะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เช่น การปฏิวัติเมื่อปี 2011ของอียิปต์และการก่อรัฐประหารของกองทัพตุรกีเมื่อปี 2016 ที่ล้มเหลว
สำหรับอินเดีย การชัตดาวน์อินเทอร์เน็ตมีสาเหตุที่หลากหลาย ทั้งปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง การประท้วงของประชาชนกลุ่มต่างๆ และการปฏิบัติทางทหาร หรือแม้กระทั่งปิดระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันการโกงในการสอบ ล่าสุดคือการปิดระบบอินเทอร์เน็ตในแคชเมียร์ การชัตดาวน์อินเทอร์เน็ตดาร์จีลิง เบงกอลตะวันตกนาน 45 วัน เพราะปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองและการปักหลักประท้วงของกลุ่มเคลื่อนไหวที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระ และการปิดระบบอินเทอร์เน็ตในรัฐพิหารนาน 40 วันเพื่อรับมือกับปัญหาความขัดแย้งในชุมชน
แต่การปิดระบบอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลก็สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมากมายด้วยเช่นกัน ซึ่งตอกย้ำว่าการสื่อสารผ่านระบบนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร โดยข้อมูลของสภาเพื่อการวิจัยด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของอินเดีย (ไอซีอาร์ไออีอาร์) ระบุว่า การชัตดาวน์ระบบอินเทอร์เน็ตอย่างมีเจตนาของรัฐบาลในช่วงปี 2012 และ 2017 ก่อต้นทุนทางเศรษฐกิจแก่อินเดียคิดเป็นมูลค่า 3.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Access Now ระบุว่า การปิดอินเทอร์เน็ตทั่วโลกทั้งหมด 187 ครั้ง เกิดขึ้นในอินเดีย 84 ครั้ง ในจำนวนนี้อยู่ที่ภูมิภาคแคชเมียร์ราว 49 ครั้ง
“เจ้าหน้าที่รัฐขัดขวางการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างน้อย 49 ครั้งในแคชเมียร์ เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมืองและความรุนแรง อีกทั้งยังออกคำสั่งต่อเนื่อง 16 รายการ สำหรับการปิดในลักษณะเคอร์ฟิวนาน 3 วัน เมื่อเดือน ม.ค. และ ก.พ. ปี 2022” รายงานของ Access Now ระบุ

ภูมิภาคแคชเมียร์เป็นจุดขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถานที่อ้างสิทธิในดินแดนนี้ทั้งหมด แต่กลับได้ปกครองพื้นที่บางส่วนและในเดือน ส.ค. ปี 2019 พรรคภารติยะ ชนตะ (บีเจพี) หรือพรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ยกเลิกการปกครองตนเองของรัฐจัมมูร์และกัศมีร์ ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม โดยแยกดินแดนออกเป็น 2 เขต ปกครองโดยรัฐบาลกลาง
ตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลอินเดียได้กำหนดข้อจำกัดด้านการสื่อสาร โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มประณามและเรียกข้อกำหนดนี้ว่า มาตรการปราบปรามผู้เห็นต่าง
ขณะที่ข้อมูลในปี 2563 ที่ Access Now รวบรวม ระบุว่า อินเดีย เมียนมา บังคลาเทศ และเวียดนาม อยู่ในกลุ่มประเทศในเอเชียที่ปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในการใช้อินเทอร์เน็ตรวม 155 ครั้งใน 29 ประเทศทั่วโลก
ในช่วงปีดังกล่าว ประชาชนชาวเมียนมาเจอปัญหาการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนจะไม่สามารถเข้าใช้ได้จนกระทั่งถึงตอนเช้า ชาวเมียนมาผู้ต้องการค้นหาข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศโดยปราศจากการปิดบังหรือการบิดเบือนจากรัฐบาลจึงหันไปใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ที่ช่วยหลีกเลี่ยงการปิดกั้นจากทางการโดยอาศัยช่องทางที่เรียกว่า virtual private network หรือ VPN เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ แบบที่ไม่สามารถตรวจสอบได้แทน
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้แน่ชัดถึงเหตุผลที่แท้จริงที่รัฐบาลทหารเมียนมาปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในช่วงกลางคืน แต่คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ทางการเมียนมาอาจจะใช้ช่วงเวลาของการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตติดตั้งซอฟต์แวร์บางอย่างที่จะช่วยให้การเซ็นเซอร์หรือการติดตามผู้ใช้ทำได้ง่ายขึ้น
หรืออีกทฤษฎีหนึ่งคือ กองทัพเมียนมาอาศัยเวลาที่การสื่อสารทั้งภายในและภายนอกประเทศถูกจำกัดและตัดขาดทำการกวาดล้างจับกุมบุคคลต่างๆ
ตามปกติ รัฐบาลของประเทศที่ปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมักอ้างว่ามีความจำเป็นด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงในเวลาวิกฤต หรือเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของข่าวปลอม และมีรัฐบาลหลายประเทศที่ออกกฏหมายด้านความมั่นคงของระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากขึ้นเพื่อควบคุมสิ่งที่ประชาชนสามารถรับรู้หรือแบ่งปันทางอินเทอร์เน็ตได้ รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของผู้คนบนโลกออนไลน์
ในภูมิภาคเอเชียนั้น Access Now ระบุว่า อินเดียยังคงครองอันดับหนึ่งในการปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งรวมถึงการลดอัตราความเร็วของการส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตลงให้เหลือเพียงระดับ 2G ในเขตพื้นที่ของแคว้นแคชเมียร์ที่อินเดียปกครองอยู่
และนอกจากเมียนมา ปากีสถาน บังกลาเทศ และเวียดนามแล้ว กัมพูชาก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่นิยมใช้วิธีปิดกั้นหรือจำกัดสิทธิในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งด้วยเหมือนกัน
ตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลอินเดียได้กำหนดข้อจำกัดด้านการสื่อสาร โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มประณามและเรียกข้อกำหนดนี้ว่า มาตรการปราบปรามผู้เห็นต่าง
ขณะที่ข้อมูลในปี 2563 ที่ Access Now รวบรวม ระบุว่า อินเดีย เมียนมา บังคลาเทศ และเวียดนาม อยู่ในกลุ่มประเทศในเอเชียที่ปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในการใช้อินเทอร์เน็ตรวม 155 ครั้งใน 29 ประเทศทั่วโลก
ในช่วงปีดังกล่าว ประชาชนชาวเมียนมาเจอปัญหาการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนจะไม่สามารถเข้าใช้ได้จนกระทั่งถึงตอนเช้า ชาวเมียนมาผู้ต้องการค้นหาข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศโดยปราศจากการปิดบังหรือการบิดเบือนจากรัฐบาลจึงหันไปใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ที่ช่วยหลีกเลี่ยงการปิดกั้นจากทางการโดยอาศัยช่องทางที่เรียกว่า virtual private network หรือ VPN เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ แบบที่ไม่สามารถตรวจสอบได้แทน
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้แน่ชัดถึงเหตุผลที่แท้จริงที่รัฐบาลทหารเมียนมาปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในช่วงกลางคืน แต่คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ทางการเมียนมาอาจจะใช้ช่วงเวลาของการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตติดตั้งซอฟต์แวร์บางอย่างที่จะช่วยให้การเซ็นเซอร์หรือการติดตามผู้ใช้ทำได้ง่ายขึ้น
หรืออีกทฤษฎีหนึ่งคือ กองทัพเมียนมาอาศัยเวลาที่การสื่อสารทั้งภายในและภายนอกประเทศถูกจำกัดและตัดขาดทำการกวาดล้างจับกุมบุคคลต่างๆ
ตามปกติ รัฐบาลของประเทศที่ปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมักอ้างว่ามีความจำเป็นด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงในเวลาวิกฤต หรือเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของข่าวปลอม และมีรัฐบาลหลายประเทศที่ออกกฏหมายด้านความมั่นคงของระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากขึ้นเพื่อควบคุมสิ่งที่ประชาชนสามารถรับรู้หรือแบ่งปันทางอินเทอร์เน็ตได้ รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของผู้คนบนโลกออนไลน์
ในภูมิภาคเอเชียนั้น Access Now ระบุว่า อินเดียยังคงครองอันดับหนึ่งในการปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งรวมถึงการลดอัตราความเร็วของการส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตลงให้เหลือเพียงระดับ 2G ในเขตพื้นที่ของแคว้นแคชเมียร์ที่อินเดียปกครองอยู่
และนอกจากเมียนมา ปากีสถาน บังกลาเทศ และเวียดนามแล้ว กัมพูชาก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่นิยมใช้วิธีปิดกั้นหรือจำกัดสิทธิในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งด้วยเหมือนกัน




