เมืองหลวงจาการ์ตาของอินโดนีเซียตกอยู่ในความตึงเครียดหลังทหารถูกระดมลงมาควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัยหลังเกิดการชุมนุมประท้วงที่นำไปสู่ความรุนแรงและการเสียชีวิตของพนักงานส่งของวัย 21 ปี
บรรยากาศความกลัวในย่านไชน่าทาวน์
ปุตรี อเมเลีย เจ้าของร้านกาแฟในย่านโกลดก ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อไชน่าทาวน์ของจาการ์ตา เล่าว่าเธอต้องปิดร้านเร็วกว่าปกติเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบ และหวาดหน่อย เพราะกลัวว่าถ้ากลับบ้านดึกจะมีจลาจล หญิงสาววัย 21 ปีกล่าวพร้อมเผยว่ายังมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะมีข่าวลือเรื่องร้านค้าถูกปล้น

ผลกระทบต่อธุรกิจและชีวิตประจำวัน
ถนนหนทางที่ปกติติดขัดด้วยรถยนต์ในจาการ์ตากลับเงียบสงบผิดปกติในวันจันทร์ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนหลายคนไม่ต้องการเสี่ยงกับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอีก หลังจากการเสียชีวิตของ อัฟฟาน เคอร์นิอาวาน พนักงานส่งอาหารวัย 21 ปีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ปุตรี เผยว่าธุรกิจเงียบมาก ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เมื่อชาวบ้านเลือกอยู่ในบ้านท่ามกลางรายงานเรื่องจลาจลและการปล้น รายได้สุดสัปดาห์ของเธอลดลงจาก 6 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 13,000 บาท) เหลือเพียงหนึ่งในสี่
การตอบสนองของรัฐบาล
ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต กล่าวหาการชุมนุมว่าใกล้เคียงกับการก่อการร้ายและกบฏ และในวันจันทร์ได้ประกาศว่าการชุมนุมไม่ควรดำเนินต่อหลังพระอาทิตย์ตก การชุมนุมบังคับให้ประธานาธิบดีต้องประกาศในวันอาทิตย์ว่าผู้นำรัฐสภาตกลงยกเลิกนโยบายหลายข้อรวมทั้งสิทธิประโยชน์บางอย่างที่เป็นข้อร้องเรียนหลักของผู้ชุมนุม

ความทรงจำแห่งอดีต
ย่านไชน่าทาวน์มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์อันปั่นป่วนของจาการ์ตา โดยเป็นจุดศูนย์กลางของจลาจลในปี 1998 ก่อนการล่มสลายของเผด็จการซูฮาร์โต ซึ่งประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโตเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการภายใต้ระบอบนั้น ชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากความรุนแรงในครั้งนั้น
ถึงแม้เป้าหมายการชุมนุมครั้งนี้จะเป็นสมาชิกรัฐสภาและตำรวจที่ถูกกล่าวหาว่าขับรถทับพนักงานส่งของหนุ่มจนเสียชีวิต แต่ความวิตกกังวลในหมู่ชนกลุ่มน้อยยังคงมีอยู่ ขณะที่การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไปทั่วประเทศในวันจันทร์ มีรายงานการปะทะกันในหลายเมืองนอกจาการ์ตา





