อินโดนีเซียเสนอให้เก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกาตามรอยอิหร่าน

23 เม.ย. 2569 - 10:16

  •   ช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสำหรับการค้าและพลังงานระดับโลก อยู่ติดกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์

  • รมว.คลังอินโดนีเซีย ได้รับแรงบันดาลใจจากแผนของอิหร่านที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

  • สิงคโปร์และมาเลเซียรับประกันรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือและการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา ไม่เก็บค่าธรรมเนียม

อินโดนีเซียเสนอให้เก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกาตามรอยอิหร่าน

ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย เสนอแนวคิดเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเพื่อเสริมสร้างตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศในเส้นทางการค้าและพลังงานระดับโลก

สื่อท้องถิ่นอ้างคำกล่าวของปูร์บายาว่า ข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับคำสั่งของประธานาธิบดี ปราโบโว สุเบียนโต ที่ว่า อินโดนีเซียไม่ควรมองตัวเองเป็น “ประเทศชายขอบ” อีกต่อไป แต่ควรเป็น “ผู้เล่นหลัก” ในเวทีเศรษฐกิจโลก

“ตามที่ประธานาธิบดีได้สั่งการไว้ อินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศชายขอบ เราตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าและพลังงานระดับโลกที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ แต่เรือกลับแล่นผ่านช่องแคบมะละกาโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ผมไม่แน่ใจว่านั่นถูกหรือผิด” ปูร์บายาเผยในการประชุมสัมมนาที่จาการ์ตา

ช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสำหรับการค้าและพลังงานระดับโลก แต่ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ จากเรือที่แล่นผ่าน ช่องแคบนี้มีพรมแดนติดกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์เป็นหลัก และเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก

ปูร์บายาเผยว่า แนวคิดในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากแผนของอิหร่านที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยช่องแคบนี้เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย และเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลประมาณ 1 ใน 4 ของโลก

ปูร์บายาเชื่อว่าแนวทางที่คล้ายคลึงกันนี้ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญได้ หากนำไปใช้ในช่องแคบมะละกาผ่านความร่วมมือระหว่าง 3 รัฐชายฝั่ง

มีรายงานว่าปูร์บายาบอกว่า “ขณะนี้อิหร่านกำลังวางแผนที่จะเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากเราแบ่งช่องแคบนี้ออกเป็น 3 ส่วน คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ค่าธรรมเนียมอาจจะสูงมาก เพราะส่วนที่เราควบคุมนั้นยาวและใหญ่ที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ปูร์บายาเน้นย้ำว่า การนำนโยบายดังกล่าวมาใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย การเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ก็ตามจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งทั้งสองประเทศก็มีพื้นที่ร่วมกันตามแนวช่องแคบมะละกาเช่นกัน

เขากล่าวว่า แม้ว่าอินโดนีเซียจะควบคุมน่านน้ำส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถตัดสินใจนโยบายนี้ได้ฝ่ายเดียว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ข้ามพรมแดน

“สิงคโปร์เล็ก มาเลเซียก็คล้ายกัน บางทีเราอาจจะแบ่งมันออกเป็น 2 ส่วนได้ ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็คงดี แต่มันไม่ใช่ ดังนั้นด้วยทรัพยากรทั้งหมดที่เรามี เราต้องไม่คิดแบบตั้งรับ เราต้องเริ่มคิดแบบรุกมากขึ้น แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ” ปูร์บายาเผย

ความเห็นของเขาได้รับการรายงานโดยสำนักข่าวต่างๆ ของอินโดนีเซีย รวมถึง Detik, Berita Satu, Inilah.com, Periskop.id และ Kompas

ปูร์บายาเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลยังคงมองข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้น การประสานงานระดับภูมิภาคและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกระแสการค้าโลกจะเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะดำเนินนโยบายใดๆ ต่อไป ตามที่สำนักข่าว Berita Satu รายงาน

ในอีกด้านหนึ่ง วิเวียน บาลากฤษณัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์เผยว่า เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ต้องเปิดให้ทุกคนใช้ และเน้นย้ำว่าสิงคโปร์จะไม่สนับสนุนความพยายามใดๆ ในการจำกัดเส้นทางเหล่านี้

“สิทธิในการผ่านทางได้รับการรับรองสำหรับทุกคน” ดร.บาลากฤษณันกล่าวในการสนทนาแบบเป็นกันเองในงานของ CNBC ที่สิงคโปร์เมื่อเช้าวันพุธ “เราจะไม่เข้าร่วมในความพยายามใดๆ ที่จะปิดกั้น ขัดขวาง หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในบริเวณใกล้เคียงของเรา”

ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ ดร.บาลากฤษณันกล่าวในรัฐสภาว่า สิงคโปร์จะไม่เจรจาเพื่อขอผ่านทางที่ปลอดภัยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพราะการทำเช่นนั้นจะบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

ในการตอบคำถามจากสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านว่า สิงคโปร์จะเจรจากับอิหร่านหรือพิจารณาจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับเรือของตนหรือไม่ ดร.บาลากฤษณันเน้นย้ำว่า การผ่านทางน้ำดังกล่าวเป็นสิทธิ ไม่ใช่สิทธิพิเศษ

“มันไม่ใช่สิทธิพิเศษที่จะได้รับจากรัฐเพื่อนบ้าน มันไม่ใช่ใบอนุญาตที่จะต้องร้องขอ และมันไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่จะต้องจ่าย”

วิเวียน บาลากฤษณัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์

เขาย้ำในตอนนั้นว่า ช่องแคบฮอร์มุซ เช่นเดียวกับช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ เป็นเส้นทางน้ำที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ สิทธินี้ได้รับการบัญญัติไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งสิงคโปร์เป็นภาคี

ดร.บาลากฤษณันย้ำประเด็นนี้อีกครั้งในวันพุธที่งานของ CNBC พร้อมทั้งกล่าวว่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาการค้า

“พวกเราทุกคนรู้ว่าการเปิดช่องแคบไว้เป็นผลประโยชน์ของพวกเรา” ดร.บาลากฤษณันกล่าว โดยอ้างถึงช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์

“ระหว่างเราทั้งสามประเทศ เรามีกลไกความร่วมมือ ไม่ใช่เพื่อเก็บค่าผ่านทาง แต่เพื่อเปิดเส้นทางและรักษาสถานะดังกล่าวไว้ ประเด็นสำคัญคือ ทั้งสามประเทศมีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์และมีความสอดคล้องกันในเชิงยุทธศาสตร์ในการรักษาเส้นทางนี้ให้เปิดอยู่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถรับประกันได้ในหลายๆ ที่” ดร.บาลากฤษณันเผย

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แอนโทนี โลเก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของมาเลเซีย ได้แสดงจุดยืนที่คล้ายคลึงกัน ในระหว่างการเข้าร่วมงานสัปดาห์การเดินเรือสิงคโปร์ 2026 ที่ศูนย์การประชุมซันเทค

เขากล่าวว่า มาเลเซียยังคงมุ่งมั่นที่จะรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือและการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา

“ในฐานะประเทศอธิปไตยและสมาชิกสภาขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ เรามุ่งมั่นที่จะใช้ระบบที่ยึดหลักกฎหมาย ซึ่งสมาชิกต่างมีบทบาทในการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ” โลเกกล่าวตามที่สำนักข่าว Bernama ของรัฐบาลรายงาน

Photo by ROSLAN RAHMAN / AFP FILES / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์