ยอดสิงห์อมควันอินโดฯ พุ่งสวนทางเทรนด์ทั่วโลก

2 มิ.ย. 2566 - 10:26

  • คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จะมีชาวอินโดนีเซียสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นนับล้านคน ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่จะมีคนสูบบุหรี่ลดลงระหว่าง 2- 4 ล้านคน

  • องค์การอนามัยโลกระบุว่า กว่า 80% ของผู้สูบบุหรี่ทั่วโลกจำนวน 1.3 พันล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง

Indonesia_world_highest_smoking_rates_SPACEBAR_Thumbnail_88b1e186c1.jpeg
รายงานวิเคราะห์จาก Statista Consumer Insights ระบุว่า กระแสรักและดูแลสุขภาพมากขึ้นในตอนนี้ทำให้ยอดคนสูบบุหรี่ทั่วโลกลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยกเว้นประเทศเดียวคืออินโดนีเซีย ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จะมีชาวอินโดนีเซียสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นนับล้านคน 
 
ในช่วงปี 2021 และ 2030 คาดว่าประเทศส่วนใหญ่จะมีคนสูบบุหรี่ลดลงระหว่าง 2- 4 ล้านคน  เช่นในสหรัฐฯ ตัวเลขสิงห์อมควันลดลงจาก 67 ล้านคนเหลือ 63 ล้านคนภายในช่วงปลายทศวรรษ 

ขณะที่ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กว่า 80% ของผู้สูบบุหรี่ทั่วโลกจำนวน 1.3 พันล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง และในแต่ละปีบุหรี่คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนกว่า 8 ล้านคน รวมทั้งคนที่เสียชีวิตจากการสูบ ‘บุหรี่มือสอง’ หรือเรียกได้อีกชื่อว่า ‘ควันบุหรี่มือสอง (Second-hand Smoke)’ หมายถึง ควันที่ผู้สูบบุหรี่สูดเข้าสู่ร่างกายแล้วปล่อยออกมาทางลมหายใจ รวมถึงควันที่เกิดการเผาไหม้ของมวนบุหรี่ กล้องยาสูบ หรือซิการ์ ที่มีจำนวน 1.2 ล้านคน 
 
รายงานวิเคราะห์ชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงที่ตรงกับวันงดสูบบุหรี่โลก 2023 ที่มีธีมคือ ‘Grow food, not tobacco’ มุ่งเน้นกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกเลิกให้เงินอุดหนุนการปลูกใบยาสูบที่นำไปสู่กระบวนการผลิตบุหรี่ พร้อมทั้งสนับสนุนเกษตรกรให้หันมาปลูกพืชทดแทนที่มีความยั่งยืนกว่าที่ช่วยสนับสนุนด้านโภชนาการที่ดีขึ้นและช่วยปรับปรุงความมั่นคงด้านอาหาร 

“บุหรี่ทำให้คนทั่วโลกเสียชีวิตปีละประมาณ 8 ล้านคน  ขณะที่รัฐบาลทั่วโลกยังคงให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่เกษตรกรปลูกยาสูบ เพราะฉะนั้นเราควรเลือกที่จะหันมาปลูกพืชอาหารแทนที่ใบยาสูบ เราควรให้ความสำคัญกับสุขภาพ รักษาระบบนิเวศน์และสร้างความแข็งแกร่งแก่ความมั่นคงด้านอาหาร” ดร. ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การ WHO กล่าว 

ส่วนข้อมูลขององค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุว่า มีผู้คนกว่า 768 ล้านคนในปี 2021 ที่ขาดสารอาหาร เพิ่มขึ้นจาก 618 ล้านคนในปี 2019 ขณะที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้วิกฤตอาหารทั่วโลกย่ำแย่ลง แถมยังมีการทำสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังหาจุดจบไม่เจอ ทำให้สถานการณ์ด้านอาหารเลวร้ายไปใหญ่ เนื่องจากทั้งรัสเซียและยูเครนต่างเป็นแหล่งผลิตธัญพืชรายใหญ่สุดของโลก   

“บุหรี่ไม่ใช่ภัยคุกคามความมั่นคงด้านอาหารที่เลวร้ายเพียงอย่างเดียว แต่ก่อปัญหาด้านสุขภาพโดยรวมด้วย  รวมถึงสุขภาพของบรรดาเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบที่ต้องเจอสารเคมีจากยาปราบศัตรูพืช การสูบบุหรี่ และสารนิโคตินที่พบในบุหรี่ 50 ชนิด ที่ทำให้เกิดอาการโรคปอดเรื้อรังและร่างกายได้รับสารพิษจากนิโคติน” ดร.รูดิเกอร์ เครช ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนด้านสุขภาพของ WHO กล่าว   

ข้อมูลจากเอฟเอโอระบุว่า จนถึงตอนนี้จีนเป็นผู้ผลิตยาสูบรายใหญ่สุดของโลก โดยในปี 2021 ปลูกยาสูบได้ 2.1 ล้านต้นมากกว่าอินเดียและบราซิลประมาณ 0.75 ล้านต้น ส่วนอินโดนีเซีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีคนสูบบุหรี่มากที่สุดแล้ว ยังเป็นประเทศผู้ผลิตยาสูบรายหลักด้วย เช่นเดียวกับสหรัฐ และปากีสถาน 

ด้านเว็บไซต์ รีพอร์ตลิงเกอร์ดอทคอม เผยแพร่รายงานผลิตภัณฑ์ยาสูบทั่วโลกประจำปี 2023 เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ยาสูบทั่วโลกเติบโตจากระดับ 2.533 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2022 สู่ระดับ 2.669 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีเฉลี่ยที่ 5.4% และคาดการณ์ว่าอาจจะเติบโตสูงถึง 3.167 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2027 

เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่ครองสัดส่วนตลาดผลิตภัณฑ์ยาสูบใหญ่ที่สุดในปี 2023 รองลงมาเป็นภูมิภาคอเมริกาเหนือ 

แม้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นปัจจัยเชิงลบที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจยาสูบตลอดปี 2020 ไปจนถึงปี 2021 แต่รายงานชิ้นนี้คาดการณ์ว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ยาสูบจะฟื้นตัวจากวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และจะไม่ได้ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว 

เนื่องจากประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าจะมีมากถึง 10,000 ล้านคนภายในปี 2050 ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น และปริมาณการค้าจะสูงขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เติบโต เพราะฉะนั้น บริษัทหลายแห่งในอุตสาหกรรมยาสูบจึงหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบมากขึ้น ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์