สะเทือนการทูต! ยุโรปไม่พอใจเหตุผู้อพยพแห่ทะลักเมืองเซวตาในสเปน หวั่นเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

1 ส.ค. 2569 - 12:25

  • รัฐบาลสเปนเผยว่า “สามารถสกัดกั้นและผลักดันคลื่นผู้อพยพจำนวนมหาศาลที่ทะลักเข้าสู่พื้นที่ส่วนแยกของสเปนในแอฟริกาเหนือได้สำเร็จแล้ว หลังจากมีผู้อพยพประมาณ 60,000 คนเดินทางข้ามพรมแดนจากประเทศโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา”

  • ผู้อพยพส่วนใหญ่จากทั้งหมดกว่า 50,000 คนที่ข้ามพรมแดนมาทางบกและทางทะเล ได้เริ่มทยอยเดินทางกลับโดยสมัครใจแล้ว

  • แต่หลายประเทศในยุโรปมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น ‘ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของยุโรป’

สะเทือนการทูต! ยุโรปไม่พอใจเหตุผู้อพยพแห่ทะลักเมืองเซวตาในสเปน หวั่นเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

รัฐบาลสเปนเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (31 ก.ค.) ว่า “มีผู้อพยพประมาณ 60,000 คนเดินทางข้ามพรมแดนจากประเทศโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองขนาดเล็กของสเปนในแอฟริกาเหนือภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยตัวเลขดังกล่าวคิดเป็น 70% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในเมืองนี้” 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสเปนสามารถสกัดกั้นและผลักดันคลื่นผู้อพยพจำนวนมหาศาลที่ทะลักเข้าสู่พื้นที่ปกครองตนเองของสเปนในแอฟริกาเหนือได้สำเร็จแล้ว โดยผู้อพยพส่วนใหญ่จากทั้งหมดกว่า 50,000 คนที่ข้ามพรมแดนมาทางบกและทางทะเล ได้เริ่มทยอยเดินทางกลับโดยสมัครใจแล้ว   

ผู้แทนรัฐบาลสเปนประจำเมืองเซวตาเผยว่า “มีผู้เสียชีวิตแล้ว 57 รายในฝั่งพรมแดนของสเปน และอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมในฝั่งโมร็อกโก ผู้เสียชีวิตบางรายจมน้ำ และบางรายถูกเบียดอัดจนเสียชีวิตขณะพยายามปีนคันกั้นน้ำซึ่งเป็นจุดที่ตั้งของรั้วชายแดน” 

กระทรวงมหาดไทยของสเปนแถลงว่า มีผู้อพยพประมาณ 50,000 คนเดินทางข้ามพรมแดนมาตั้งแต่เช้าวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) และประเมินว่ามีผู้อพยพประมาณ 48,300 คนได้เดินทางกลับไปแล้วภายในเวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันศุกร์ (31 ก.ค.) 

ขณะที่ ฮวน เฆซุส บีบัส หัวหน้ารัฐบาลท้องถิ่นของเซวตา ระบุว่า “มีผู้คนจำนวนมากถึง 60,000 คนที่พยายามเบียดเสียดข้ามพรมแดนเข้ามาในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา” 

กองกำลังโมร็อกโกได้ใช้กระบองและแก๊สน้ำตาสลายฝูงชนบริเวณประตูทางเข้าเมืองเซวตา เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้อพยพทะลักเข้าสู่ดินแดนส่วนแยกขนาดเล็กของสเปน 

กระทบสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในยุโรป... 

วิกฤตการณ์ชายแดนครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดความเห็นแตกแยกในยุโรป โดยผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ต่างเรียกร้องให้สเปนเร่งควบคุมสถานการณ์โดยเร็ว 

อิตาลีประกาศระงับข้อตกลงเขตปลอดวีซ่าเชงเกน (Schengen) ของสหภาพยุโรปกับประเทศสเปน ซึ่งมาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบินหรือทางเรือระหว่างทั้งสองประเทศ แต่รัฐบาลสเปนแถลงตอบโต้ว่า “การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสนธิสัญญาของสหภาพยุโรป” 

“ภาพเหตุการณ์ที่เมืองเซวตาเป็นสิ่งที่ ‘น่าสะเทือนขวัญ’...การอพยพย้ายถิ่นฐานที่ไม่สามารถควบคุมได้ในลักษณะนี้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของยุโรป”

จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีของอิตาลี โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสเปนกล่าวว่า “คำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเป็นสิ่ง ‘ไม่เหมาะสม’ สำหรับประเทศพันธมิตรและมิตรประเทศที่เราคาดหวังว่าจะได้รับความร่วมมือร่วมใจกันในฐานะชาวยุโรป ไม่ใช่การปลุกระดมเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมือง” นอกจากนี้ ทางการสเปนยังได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำกรุงมาดริดเข้าพบเมื่อวันศุกร์ (31 ก.ค.) ที่ผ่านมาด้วย 

มาริ รันตาเนน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฟินแลนด์ ออกมาสนับสนุนแนวคิดของเมโลนี พร้อมระบุว่า “สเปนล้มเหลวในการปกป้องชายแดนของตนเอง” ขณะที่ อันเดร บาบิส จากสาธารณรัฐเช็ก ก็ได้เรียกร้องให้มีการระงับสมาชิกภาพเชงเกนของสเปนเป็นการชั่วคราวเช่นกัน 

แต่ด้าน เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีของสเปน โพสต์ตอบโต้บน X ว่า “ความสามัคคีและความเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่การเคารพสนธิสัญญาและข้อมูลของสหภาพยุโรปไม่ใช่สิ่งที่จะเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้” 

ขณะที่ อุรซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า “ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเซวตานั้นเป็นสิ่ง ‘ที่ยอมรับไม่ได้’ และจะต้อง ‘ยุติลงทันที’” ขณะเดียวกัน ฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ก็เรียกร้องให้ “โมร็อกโกรับตัวผู้อพยพผิดกฎหมายกลับประเทศในทันที” 

(Photo by ABDEL MAJID BZIOUAT / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์