รัฐบาลสเปนเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (31 ก.ค.) ว่า “มีผู้อพยพประมาณ 60,000 คนเดินทางข้ามพรมแดนจากประเทศโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองขนาดเล็กของสเปนในแอฟริกาเหนือภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยตัวเลขดังกล่าวคิดเป็น 70% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในเมืองนี้”
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสเปนสามารถสกัดกั้นและผลักดันคลื่นผู้อพยพจำนวนมหาศาลที่ทะลักเข้าสู่พื้นที่ปกครองตนเองของสเปนในแอฟริกาเหนือได้สำเร็จแล้ว โดยผู้อพยพส่วนใหญ่จากทั้งหมดกว่า 50,000 คนที่ข้ามพรมแดนมาทางบกและทางทะเล ได้เริ่มทยอยเดินทางกลับโดยสมัครใจแล้ว
ผู้แทนรัฐบาลสเปนประจำเมืองเซวตาเผยว่า “มีผู้เสียชีวิตแล้ว 57 รายในฝั่งพรมแดนของสเปน และอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมในฝั่งโมร็อกโก ผู้เสียชีวิตบางรายจมน้ำ และบางรายถูกเบียดอัดจนเสียชีวิตขณะพยายามปีนคันกั้นน้ำซึ่งเป็นจุดที่ตั้งของรั้วชายแดน”
กระทรวงมหาดไทยของสเปนแถลงว่า มีผู้อพยพประมาณ 50,000 คนเดินทางข้ามพรมแดนมาตั้งแต่เช้าวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) และประเมินว่ามีผู้อพยพประมาณ 48,300 คนได้เดินทางกลับไปแล้วภายในเวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันศุกร์ (31 ก.ค.)
ขณะที่ ฮวน เฆซุส บีบัส หัวหน้ารัฐบาลท้องถิ่นของเซวตา ระบุว่า “มีผู้คนจำนวนมากถึง 60,000 คนที่พยายามเบียดเสียดข้ามพรมแดนเข้ามาในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา”
กองกำลังโมร็อกโกได้ใช้กระบองและแก๊สน้ำตาสลายฝูงชนบริเวณประตูทางเข้าเมืองเซวตา เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้อพยพทะลักเข้าสู่ดินแดนส่วนแยกขนาดเล็กของสเปน
กระทบสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในยุโรป...
วิกฤตการณ์ชายแดนครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดความเห็นแตกแยกในยุโรป โดยผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ต่างเรียกร้องให้สเปนเร่งควบคุมสถานการณ์โดยเร็ว
อิตาลีประกาศระงับข้อตกลงเขตปลอดวีซ่าเชงเกน (Schengen) ของสหภาพยุโรปกับประเทศสเปน ซึ่งมาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบินหรือทางเรือระหว่างทั้งสองประเทศ แต่รัฐบาลสเปนแถลงตอบโต้ว่า “การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสนธิสัญญาของสหภาพยุโรป”
“ภาพเหตุการณ์ที่เมืองเซวตาเป็นสิ่งที่ ‘น่าสะเทือนขวัญ’...การอพยพย้ายถิ่นฐานที่ไม่สามารถควบคุมได้ในลักษณะนี้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของยุโรป”
— จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีของอิตาลี โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสเปนกล่าวว่า “คำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเป็นสิ่ง ‘ไม่เหมาะสม’ สำหรับประเทศพันธมิตรและมิตรประเทศที่เราคาดหวังว่าจะได้รับความร่วมมือร่วมใจกันในฐานะชาวยุโรป ไม่ใช่การปลุกระดมเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมือง” นอกจากนี้ ทางการสเปนยังได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำกรุงมาดริดเข้าพบเมื่อวันศุกร์ (31 ก.ค.) ที่ผ่านมาด้วย
มาริ รันตาเนน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฟินแลนด์ ออกมาสนับสนุนแนวคิดของเมโลนี พร้อมระบุว่า “สเปนล้มเหลวในการปกป้องชายแดนของตนเอง” ขณะที่ อันเดร บาบิส จากสาธารณรัฐเช็ก ก็ได้เรียกร้องให้มีการระงับสมาชิกภาพเชงเกนของสเปนเป็นการชั่วคราวเช่นกัน
แต่ด้าน เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีของสเปน โพสต์ตอบโต้บน X ว่า “ความสามัคคีและความเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่การเคารพสนธิสัญญาและข้อมูลของสหภาพยุโรปไม่ใช่สิ่งที่จะเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้”
ขณะที่ อุรซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า “ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเซวตานั้นเป็นสิ่ง ‘ที่ยอมรับไม่ได้’ และจะต้อง ‘ยุติลงทันที’” ขณะเดียวกัน ฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ก็เรียกร้องให้ “โมร็อกโกรับตัวผู้อพยพผิดกฎหมายกลับประเทศในทันที”
(Photo by ABDEL MAJID BZIOUAT / AFP)





