อดีตประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่าน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจว่า “ควรจะยุติสงครามหรือไม่ หากข้อตกลงหยุดยิงนั้นบรรลุเงื่อนไขตามที่อิหร่านต้องการ”
ข้อความนี้ปรากฏในคลิปวิดีโอการปราศรัยที่รูฮานีนำมาแชร์ด้วยตัวเอง จากงานพบปะอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายในคลิปเขายังได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนส่วนน้อยที่กำลังถือโทรโข่งและส่งเสียงดังอยู่ในตอนนี้ ซึ่งเขาหมายถึงกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งที่พยายามคัดค้านการเจรจาเพื่อยุติสงคราม
“มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่กรอบเป้าหมายระดับชาติของเราจะต้องชัดเจนในกลุ่มพวกเราก่อน แล้วเราจึงค่อยนำไปเสนอต่อประชาชน หรือเราจะไปบอกกับประชาชนแบบนี้ล่ะว่า แผนการของประเทศเราคือการตั้งหน้าตั้งตาฮึดสู้กับชาติมหาอำนาจของโลกต่อไปอีกสัก 20 ปี?” รูฮานีพูดประชดประชันถึงกลุ่มสุดโต่ง
“ถ้าประชาชนบอกว่าพวกเขายอมรับข้อตกลง มันก็จะดีมากเลย เรามาเดินหน้ากันต่อ แต่ถ้าประชาชนไม่ยอมรับและแสดงให้เราเห็นถึงหนทางอื่น แล้วเราจะไม่ยอมรับสิ่งนั้น (เสียงของประชาชน) อย่างนั้นหรือ?...เราต้องยุติสงครามอย่างมีเกียรติเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อที่เราจะได้ฟื้นฟูประเทศ และชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น”
— รูฮานี กล่าว
นอกจากนี้ อดีตประธานาธิบดียังได้วิพากษ์วิจารณ์สถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติของอิหร่านว่า “สื่อเหล่านั้นได้กลายเป็น ‘ศูนย์กลางแห่งความแตกแยก’ ไปแล้ว”
แต่กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งมองว่ามันคือ “การยอมจำนนต่อสหรัฐฯ-อิสราเอล”
เบน แซบตี ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันวิจัยความมั่นคงแห่งชาติ (INSS) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Jerusalem Post ว่า “การลงประชามติในลักษณะดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าในปัจจุบัน ประเทศอิหร่านถูกบริหารจัดการโดยกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ไม่ใช่นักการเมือง”
แม้ว่าคำกล่าวของรูฮานีจะยังคงเปิดช่องให้ประชาชนชาวอิหร่านเลือกที่จะทำสงครามต่อไปได้ แต่ความคิดเห็นของเขาก็ถูกโจมตีอย่างหนักจากกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง
โฮสเซน ชาเรียตมาดารี บรรณาธิการบริหารของหนังสือพิมพ์ Kayhan ได้เรียกร้องให้หน่วยงานฝ่ายตุลาการและฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านเข้ามาสืบสวนรูฮานี พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเขาเป็นพวกที่สนับสนุนการยอมจำนนต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล
“ความหมายที่แท้จริงในจุดยืนของรูฮานีก็คือการละทิ้งการป้องกันประเทศ และยอมยกประเทศนี้ให้ยอมจำนนต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล”
— ชาเรียตมาดารี ระบุ
นอกจากนี้ สำนักข่าว Tasnim News Agency ยังได้กล่าวหารูฮานีว่าเป็นผู้โหมกระพือความแตกแยกในสังคม หลังจากที่มีรายงานว่า “ผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ มุจตาบา คาเมเนอี ได้ออกมาเรียกร้องให้เกิดความสามัคคีภายในชาติ”
“คำกล่าวล่าสุดของรูฮานีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการ ‘ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน’ (เอื้อประโยชน์ให้ศัตรู) และเป็นการช่วยเหลือกลุ่มคนที่คิดร้ายต่อระบอบการปกครองและประชาชนชาวอิหร่านอย่างเห็นได้ชัด” Tasnim News Agency เผยแพร่ข้อความดังกล่าว พร้อมทั้งกล่าวหารูฮานีว่าไม่เคารพในเกียรติภูมิของประชาชนชาวอิหร่าน
ที่น่าจับตามองคือ คำกล่าวของรูฮานีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่อดีตประธานาธิบดีโมแฮมแมด ฆอแทมี ของอิหร่าน (ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 1997-2005) ได้ออกมาแสดงความสนับสนุนต่อบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad MoU) ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่หมดอายุไปแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
“นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ไม่มีเอกสารใดที่ลงนามโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะให้ผลประโยชน์แก่ฝ่ายตรงข้ามมากมายขนาดนี้ และสร้างข้อผูกมัดให้กับตัวเองได้มากเท่านี้อีกแล้ว หากเราปล่อยให้โอกาสที่เกิดขึ้นจากบันทึกความเข้าใจนี้หลุดลอยไป เราจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง...บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงได้เลย”
— ฆอแทมี กล่าว
ขณะที่ แซบตี ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันวิจัยความมั่นคงแห่งชาติ (INSS) กล่าวเสริมว่า “ความเกรี้ยวกราดที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่ากลุ่มคนที่ออกมากล่าวหาโจมตีอย่างรุนแรงในตอนนี้ ก็คือกลุ่มคนที่ต่อต้านรูฮานี และฆอแทมี มาโดยตลอดอยู่แล้ว แม้กระทั่งในช่วงที่ทั้งสองคนยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ตาม”
“ผมไม่คิดว่านี่จะเป็นรุ่งอรุณแห่งยุคใหม่ของระบอบการปกครองอิหร่านแต่อย่างใด เพราะในอิหร่านมีคนอยู่สองกลุ่มที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลุ่มแรกคือ นายกรัฐมนตรีและนักการเมือง ส่วนอีกกลุ่มคือ บรรดานายพล ซึ่งนายพลของระบอบนี้ไม่มีวันยอมผ่อนปรนและไม่เคยเข้าใจวิธีในการเจรจาเลย ดังนั้น สิ่งนี้จึงแสดงให้เราเห็นว่า แท้จริงแล้วมันไม่มีความหวังเลยที่จะบรรลุข้อตกลงใดๆ กับระบอบการปกครองของอิหร่าน”
— แซบตี กล่าว
(Photo by Iranian Presidency / AFP)





