อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวเมื่อวันศุกร์ (30 ม.ค.) ว่า “อิหร่านจะไม่เจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ เว้นแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะ ‘หยุดข่มขู่อิหร่าน’”
“การเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ต้องอยู่บนพื้นฐานของ ‘ความยุติธรรมและความเสมอภาค’ และไม่สามารถเริ่มต้นด้วยการข่มขู่ได้...เราไม่เต็มใจที่จะยอมรับการบงการ หรือการบังคับไม่ว่าในกรณีใดๆ อย่างไรก็ตาม อิหร่านพร้อมที่จะเข้าร่วมในกระบวนการทางการทูตใดๆ ที่เป็นไปตามเหตุผล และยุติธรรม”
— อาราคชี กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเยือนตุรกี
ยังไม่ชัดเจนว่าการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด หรือในรูปแบบใด แต่อาราคชีบอกว่า “ยังไม่มีการจัดประชุมกับสหรัฐฯ” พร้อมเตือนว่า “การเจรจาดังกล่าวไม่สามารถ ‘ดำเนินการภายใต้การข่มขู่’ ได้”
อาราคชียัง ‘ปฏิเสธ’ ความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะเจรจาในประเด็น “ขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ รวมถึงโครงการขีปนาวุธของอิหร่านด้วย ผมเชื่อว่าไม่มีประเทศใดพร้อมที่จะประนีประนอมกับความมั่นคง หรือการป้องกันประเทศของตัวเอง”
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ข่มขู่อิหร่านซ้ำอีกครั้ง ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ เรียกร้องให้อิหร่านลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เขาเรียกว่า ‘เป็นธรรม’ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการโจมตีทางทหารจากสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็เผยเมื่อวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) ว่า เขาได้พูดคุยกับผู้นำอิหร่านและวางแผนที่จะหารือเพิ่มเติม “ผมได้พูดคุยกับอิหร่านแล้วและกำลังวางแผนที่จะเจรจาต่อไป...เรามีเรือขนาดใหญ่และทรงพลังจำนวนมากที่กำลังแล่นไปยังอิหร่านในขณะนี้ และคงจะดีมากหากเราไม่ต้องใช้เรือเหล่านั้น”
ทรัมป์ไม่ได้บอกว่าเขาพูดคุยกับใคร แต่เขาบอกอิหร่านให้ปฏิบัติตาม 2 ข้อ คือ ‘ห้ามมีนิวเคลียร์’ และ ‘หยุดสังหารผู้ประท้วง’ ขณะที่อาราคชีกล่าวเมื่อวันศุกร์ (30 ม.ค.) ว่า “อิหร่านพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจานิวเคลียร์” พร้อมทั้งย้ำจุดยืนของอิหร่านที่มีมาอย่างยาวนานว่า “โครงการนิวเคลียร์ของประเทศมีจุดประสงค์เพื่อสันติภาพ แต่ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขเบื้องต้นที่จำเป็นเกี่ยวกับรูปแบบ สถานที่ และวาระการประชุมก่อน”
(Photo by ATTA KENARE / AFP)





