อิหร่านกร้าวพร้อมทำสงครามยืดเยื้อกับสหรัฐฯ ไม่เจรจาหยุดยิงจนกว่าเศรษฐกิจโลกจะพัง

10 มี.ค. 2569 - 17:43

  • เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเตือนว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมสำหรับสงครามยืดเยื้อกับสหรัฐฯ และส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียต่อไป

  • “สงครามจะยุติลงได้ก็ต่อเมื่อเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเท่านั้น” คามาล คาราซี ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของสำนักผู้นำสูงสุด กล่าว ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของรัฐบาลอิหร่านในวันที่ 10 ของความขัดแย้ง

  • สงครามไม่เพียงแต่ทำให้การไหลของน้ำมันออกจากภูมิภาคหยุดชะงักเท่านั้น แต่ยังทำลาย ‘กำลังการผลิตสำรอง’ ซึ่งโดยปกติทำหน้าที่เป็น ‘หมอนรับแรงกระแทก’ ในตลาดพลังงาน

อิหร่านกร้าวพร้อมทำสงครามยืดเยื้อกับสหรัฐฯ ไม่เจรจาหยุดยิงจนกว่าเศรษฐกิจโลกจะพัง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเตือนว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมสำหรับสงครามยืดเยื้อกับสหรัฐฯ และส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียต่อไป เพื่อข่มให้ประเทศเหล่านั้นไปเกลี้ยกล่อมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ถอนตัวออกจากความขัดแย้ง 

คามาล คาราซี ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของสำนักผู้นำสูงสุด ซึ่งปฏิเสธการเจรจาทางการทูตในขณะนี้ และกล่าวว่า “สงครามจะยุติลงได้ก็ต่อเมื่อเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเท่านั้น” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของรัฐบาลอิหร่านในวันที่ 10 ของความขัดแย้ง  

“ผมไม่เห็นช่องทางสำหรับการเจรจาทางการทูตอีกต่อไปแล้ว เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ หลอกลวงผู้อื่นและไม่รักษาสัญญา และเราก็ได้เห็นสิ่งนี้มาแล้ว 2 ครั้งในการเจรจา ในขณะที่เรากำลังอยู่ในกระบวนการเจรจา พวกเขาก็โจมตีเรา”

คาราซีบอกกับสำนักข่าว CNN เมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) 

“ไม่มีทางออกอื่นใดเลย เว้นแต่จะมีการสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้มากพอที่ประเทศอื่นๆ จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อรับประกันการยุติการรุกรานของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน” คาราซี กล่าว โดยชี้แนะว่าประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียและประเทศอื่นๆ จำเป็นต้องกดดันสหรัฐฯ ให้ยุติสงคราม 

“สงครามนี้สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างมากต่อประเทศอื่นๆ ทั้งในแง่ของอัตราเงินเฟ้อและการขาดแคลนพลังงาน ดังนั้นหากสงครามยังคงดำเนินต่อไป แรงกดดันนี้จะเพิ่มมากขึ้น และประเทศอื่นๆ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้ามาแทรกแซง”

คาราซี กล่าว 

ในการโจมตีตอบโต้สหรัฐฯ-อิสราเอล อิหร่านได้ใช้ประโยชน์จากความเปราะบางของการค้าพลังงานโลก รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางการขนส่ง การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่แทบจะหยุดชะงักลงทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ (9 มี.ค.) ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น 

จากการประเมินของ ‘Rapidan Energy Group’ บริษัทที่ปรึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านพลังงาน พบว่า “ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันดิบของโลกประมาณ 20% ซึ่งมากกว่าสถิติสูงสุดในช่วงวิกฤตการณ์สุเอซปี 1956-1957 ถึงสองเท่า” 

สงครามไม่เพียงแต่ทำให้การไหลของน้ำมันออกจากภูมิภาคหยุดชะงักเท่านั้น แต่ยังทำลาย ‘กำลังการผลิตสำรอง’ ซึ่งโดยปกติทำหน้าที่เป็น ‘หมอนรับแรงกระแทก’ ในตลาดพลังงาน หมายความว่า ถ้าราคาน้ำมันพุ่ง ก็เปิดผลิตเพิ่มได้ทันที แต่ตอนนี้สงครามทำลายกำลังสำรองนี้ไปแล้ว ทำให้ไม่มีอะไรมารับมือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น 

โฆษกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) ว่า “อิหร่านกำลังใช้อาวุธ 60% ของตัวเอง โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค” 

ในขณะเดียวกัน มุจตาบา คาเมเนอี บุตรชายคนที่สองของอดีตผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของประเทศเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า “ความตึงเครียดมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นอีก” 

เมื่อถูกถามว่ากองทัพอิหร่านและผู้นำสูงสุดเป็นหนึ่งเดียวกันต่อไปหรือไม่ คาราซีกล่าวว่า“แน่นอน ใช่เลย...ความรับผิดชอบของผู้นำสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านคือ ‘การนำพาขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของอิหร่าน’ ดังนั้น เมื่ออยาตอลลาห์ คาเมเนอี ทำหน้าที่นั้นมาโดยตลอด ผู้สืบทอดใหม่ก็จะทำหน้าที่นั้นต่อไป คาราซี กล่าว 

(Photo by SABAH ARAR / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์