ผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือนไม่ให้อ่อนข้อต่อสหรัฐฯ แม้พรรคเดโมแครตชนะ เย้ยรีพับลิกันแพ้แปลว่าคนอเมริกันไม่เอาสงคราม

5 พ.ย. 2569 - 15:44

  • รัฐบาลอิหร่านแสดงความยินดีต่อความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยชี้ว่า “ผู้ออกเสียงได้ปฏิเสธสงครามที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ก่อ”

  • ขณะที่ ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน มุจตาบา คาเมเนอี กล่าวว่า “ใครก็ตามที่คาดหวังให้สหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบายต่ออิหร่านนั้น ‘คิดผิดอย่างมหันต์’”

  • แต่แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่าน 2 รายเผยว่า “แม้ผู้นำอิหร่านจะยินดีกับชัยชนะของพรรคเดโมแครต แต่รัฐบาลอิหร่านยังคงกังวลว่าทรัมป์อาจพยายามแก้เกมความพ่ายแพ้นี้ด้วยการเปิดฉากโจมตีทางทหาร”

iran-khamenei-warns-trump-loss-at-polls-wont-end-us-hostility-SPACEBAR-Hero.jpg

รัฐบาลอิหร่านแสดงความยินดีต่อความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยชี้ว่า “ผู้ออกเสียงได้ปฏิเสธสงครามที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ก่อ” แต่ถึงกระนั้น อิหร่านก็ยังคงยกระดับการเฝ้าระวังขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีระลอกใหม่ 

“ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของมโนสำนึกหรือค่าครองชีพ ชาวอเมริกันได้ส่งเสียงชัดเจนว่า ‘ไม่เอาสงคราม’ ซึ่งพวกเราขอสนับสนุนข้อความนี้”

— โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าผู้แทนเจรจาของอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X พร้อมเตือนว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ควรเพิกเฉยต่อมติมหาชนด้วยการคิดเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง” 

ขณะที่ ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน มุจตาบา คาเมเนอี กล่าวว่า “ใครก็ตามที่คาดหวังให้สหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบายต่ออิหร่านนั้น ‘คิดผิดอย่างมหันต์’” เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 

“ผู้ที่ยังคงมีความหวังแม้เพียงริบหรี่ว่า พฤติกรรมของระบบเจ้าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนขั้วของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง หรือคิดว่าการยอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯ จะช่วยลดความจงเกลียดจงชังต่อชาวอิหร่านได้ นั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง”

— คาเมเนอีระบุในแถลงการณ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษร 

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเตือนว่า “การโจมตีครั้งใหม่จากสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงและขยายวงกว้างกว่าเดิม...การที่อิหร่านควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้นั้น ได้ทำลายมายาคติเรื่องความไร้เทียมทานของอเมริกาลงอย่างสิ้นเชิง” 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณครั้งแรกผ่านแถลงการณ์ นับตั้งแต่เขาไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลย หลังจากที่ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำคนก่อน ถูกลอบสังหารจากการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

“หากมีการโจมตีซ้ำอีกครั้ง การตอบโต้จะทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ชนวนสงครามที่บานปลายในภูมิภาค” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เตือน 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่าน 2 รายเปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า “แม้ผู้นำอิหร่านจะยินดีกับชัยชนะของพรรคเดโมแครต แต่รัฐบาลอิหร่านยังคงกังวลว่าทรัมป์อาจพยายามแก้เกมความพ่ายแพ้นี้ด้วยการเปิดฉากโจมตีทางทหาร ส่งผลให้อิหร่านยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังขั้นสูงสุด” 

ในการชุมนุมที่รัฐบาลจัดขึ้นเมื่อวันพุธ (4 พ.ย.) เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มนักศึกษาบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานระหว่างการปฏิวัติอิสลามปี 1979 กลุ่มผู้ประท้วงต่างพากันแสดงความยินดีต่อผลการเลือกตั้ง โดยพวกเขามองว่า “นี่คือผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงกับความสำเร็จของอิหร่านที่สามารถยืนหยัดรอดพ้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ มาได้หลายเดือน” 

“การที่อำนาจของพวกพรรครีพับลิกันที่บ้าสงครามกลุ่มนี้ถูกทำลายลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ หมายความว่านับจากนี้เป็นต้นไป เราจะได้เห็นสงครามที่แท้จริงเปิดฉากขึ้นภายในวุฒิสภาของสหรัฐฯ และในหมู่เจ้าหน้าที่อเมริกันเอง”

— ผู้ประท้วงรายหนึ่ง กล่าว 

ขณะที่ทรัมป์ก็ออกมายอมรับว่า “สงครามร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่เปิดฉากขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งกลางเทอม” แต่ทรัมป์ยังคงแย้งว่า “ปฏิกิริยาต่อต้านของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงนั้น มีผลมาจากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ใช่เกิดจากการทำแคมเปญทหารโดยตรง” 

“ผมไม่คิดว่าเป็นเพราะเรื่องสงครามหรอก ผมคิดว่าเป็นเพราะราคาน้ำมันต่างหาก ประชาชนเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมกำลังทำกับอิหร่าน แต่พวกเขาอาจจะยังไม่พร้อมรับผลกระทบในระยะสั้น อย่างการที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันในราคาที่แพงขึ้น” ทรัมป์บอกกับสำนักข่าว Fox News เมื่อวันอังคาร (3 พ.ย.) ที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังส่งสัญญาณไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่รอบใหม่ โดยเผยว่า “มีคนบางกลุ่มกำลังผลักดันให้เปิดฉากตอบโต้ครั้งใหญ่” ซึ่งทรัมป์ใช้นิยามว่าเป็นการ ‘โจมตีอย่างหนักหน่วง’ 

(Photo by ATTA KENARE / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์