ข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้ผู้นำอิหร่านคนใหม่กำลังซุ่มพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

25 ก.ค. 2569 - 11:55

  • แม้ว่า มุจตาบา คาเมเนอี จะไม่เคยประกาศสร้างอาวุธนิวเคลียร์ออกสื่อ แต่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เชื่อว่ามุจตาบากับรัฐบาลสายเหยี่ยวชุดใหม่ตั้งใจจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขั้นสูงแน่นอน

  • หากสงครามครั้งนี้กลายเป็นตัวเร่งให้อิหร่านสร้างนิวเคลียร์สำเร็จแทนที่จะยอมถอย สิ่งนี้จะถือเป็นผลกระทบร้ายแรงที่ย้อนกลับมาเล่นงานสหรัฐฯ

ข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้ผู้นำอิหร่านคนใหม่กำลังซุ่มพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

สำนักข่าวกรองของสหรัฐฯ เชื่อว่า มุจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน มีความสนใจในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าบิดาผู้ล่วงลับที่เป็นผู้นำคนก่อนอย่างเห็นได้ชัด  

อดีตผู้นำสูงสุดคาเมเนอี ซึ่งถูกสังหารในช่วงเริ่มต้นสงครามจากการโจมตีของอิสราเอล เคยประกาศละทิ้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไปแล้ว แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะปักใจเชื่อมาตลอดว่าอิหร่านอยากสร้างอาวุธนิวเคลียร์เก็บไว้ แต่หลายฝ่ายกลับมองว่า ที่ผ่านมาตัวของคาเมเนอีมีความลังเลใจและไม่คิดจะสร้างมันขึ้นมาจริง ๆ 

แม้ว่า มุจตาบา คาเมเนอี จะไม่เคยประกาศสร้างอาวุธนิวเคลียร์ออกสื่อ แต่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เชื่อว่ามุจตาบากับรัฐบาลสายเหยี่ยวชุดใหม่ตั้งใจจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขั้นสูงแน่นอน หลังจากที่แกนนำคนก่อนๆ ถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลปลิดชีพไปหลายคน 

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลชุดนี้ยังเข้ามาคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวดและเจรจาด้วยยากมาก หากสงครามครั้งนี้กลายเป็นตัวเร่งให้อิหร่านสร้างนิวเคลียร์สำเร็จแทนที่จะยอมถอย สิ่งนี้จะถือเป็นผลกระทบร้ายแรงที่ย้อนกลับมาเล่นงานสหรัฐฯ  

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ประเมินว่า แม้ มุจตาบา คาเมเนอี จะยังคงเป็นผู้บริหารรัฐบาลอิหร่าน แต่เขายังไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จและบารมีเทียบเท่ากับบิดาที่ปกครองประเทศมานานกว่า 36 ปี โดยข้อมูลข่าวกรองส่วนใหญ่เกี่ยวกับแนวคิดของ มุจตาบา คาเมเนอี นั้น เป็นข้อมูลที่ได้มาตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสในช่วงต้นสงคราม จึงต้องจำกัดการสื่อสารและเก็บตัวเงียบเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าโจมตีทางอากาศ  

การประเมินนี้มีขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังชั่งน้ำหนักว่าจะยกระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหรือไม่ ซึ่งหากมีการชี้ขาดว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านอาจเปิดกว้างต่อการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ข้อสรุปนี้จะกลายเป็นความชอบธรรมให้สหรัฐฯ เดินหน้าขยายวงสงครามทันที 

แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะยืนยันว่ารัฐบาลอิหร่านยังไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อเริ่มต้นโครงการนิวเคลียร์ใหม่ แต่อิหร่านได้แอบใช้จังหวะช่วงหยุดพักรบ และหลังจากที่โรงงานนิวเคลียร์หลักถูกสหรัฐฯ ถล่มเมื่อปีที่แล้ว ในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์นิวเคลียร์เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะเครื่องหมุนเหวี่ยงสารบางส่วน ที่หน่วยข่าวกรองอิสราเอลสืบพบว่า ถูกแอบขนไปซ่อนไว้ในอุโมงค์ใต้ดินคุ้มกันแน่นหนาทางตอนกลางของประเทศ หรือที่สหรัฐฯ เรียกกันว่า ‘ภูเขาพิกแอกซ์’  

แม้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเป็นก้าวแรกไปสู่การฟื้นฟูศักยภาพในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า พวกเขาเชื่อว่าในขณะนี้อิหร่านมุ่งเน้นไปที่การปกป้องอุปกรณ์บางส่วนของตน โดยพยายามขนย้ายมันให้พ้นจากรัศมีระเบิดของสหรัฐฯ 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้สั่งการให้กองทัพบุกโจมตีโรงงานนิวเคลียร์หลักของอิหร่านพร้อมกัน 3 แห่ง โดยส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 ไปทิ้งระเบิดถล่มโรงงานฟอร์โด และนาตันซ์ ส่วนโรงงานแห่งที่ 3 ในเมืองอิสฟาฮานถูกถล่มด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์ก 

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ทรัมป์ประกาศทันทีว่ากองทัพได้ทำลายโรงงานนิวเคลียร์เหล่านั้นจนราบคาบ แต่หน่วยข่าวกรองกลับประเมินตามจริงว่า การโจมตีครั้งนี้ทำได้เพียงแค่ทำให้โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านสะดุดล่าช้าไปไม่กี่เดือนเท่านั้น ไม่ได้เสียหายหนักตามที่ทรัมป์อ้าง 

โรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินที่ภูเขาพิกแอกซ์รอดพ้นจากการถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยอมรับว่าที่นี่เป็นเป้าหมายที่ทำลายได้ยากมาก เพราะตั้งอยู่ลึกใต้ภูเขาจนเกินกว่าที่ระเบิดธรรมดาที่แรงที่สุดของสหรัฐฯ จะเจาะทะลวงเข้าไปได้ 

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากอิหร่านเข้าไปสำรวจความเสียหายของโรงงานฟอร์โดที่โดนถล่มไปก่อนหน้านี้ พวกเขาได้เรียนรู้ว่าอาวุธของสหรัฐฯ สามารถเจาะทะลวงลงไปได้ลึกแค่ไหน และมีความมั่นใจว่าห้องโถงใต้ดินของภูเขาพิกแอกซ์ซึ่งอยู่ลึกยิ่งกว่านั้นจะปลอดภัยจากการโจมตีทางอากาศด้วยระเบิดธรรมดาอย่างแน่นอน

แต่อิหร่านยังคงกังวลว่า สหรัฐฯ อาจส่งหน่วยคอมมานโดบุกเท้าภาคพื้นดิน ทะลวงเข้าไปวางระเบิดทำลายโรงงานนิวเคลียร์จากด้านใน ซึ่งหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ รายงานว่า “อิหร่านได้ส่งทหารราบเข้าไปประจำการที่ภูเขาแห่งนี้แล้ว เพื่อสกัดกั้นและขัดขวางการบุกโจมตีทางบกที่อาจเกิดขึ้น” 

(Photo by STR / SATELLITE IMAGE ©2026 VANTOR / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์