สหรัฐฯ และอิหร่านส่งสัญญาณเมื่อวันศุกร์ (12 มิ.ย.) ว่า “ข้อตกลงเพื่อยุติสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายใกล้จะบรรลุผลสำเร็จแล้ว” โดยฝั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า “ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องในเนื้อหาของข้อตกลงร่วมกัน และคาดว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงขั้นต้นภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้”
ด้าน อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า “ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการแก้ไขเนื้อหาในข้อตกลง” แต่ข้อตกลงเบื้องต้นนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ประเทศของเขาได้ก้าวออกจากความขัดแย้งครั้งนี้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น “อิหร่านคือผู้ชนะในสงครามกับสหรัฐฯ” อาราคชี กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการแถลงดังกล่าว แหล่งข่าวสหรัฐฯ ก็บอกกับสำนักข่าว Reuters ว่า “กองกำลังสหรัฐฯ ได้ยิงโดรนโจมตีพลีชีพของอิหร่านตกจำนวนหลายลำ ขณะกำลังมุ่งหน้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซ…โดรนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือพาณิชย์” ในเวลาต่อมา กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ออกมายืนยันการปฏิบัติการดังกล่าว พร้อมแถลงว่า “เส้นทางเดินเรือยังคงเปิดให้สัญจรได้ตามปกติ”
สำนักข่าวของอิหร่านรายงานว่า “มีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งตามแนวช่องแคบ บริเวณท่าเรือซีริกและเกาะเกชม์ของอิหร่าน ซึ่งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบอกว่า เกิดจากการที่กองกำลังอิหร่านยิงปืนเพื่อเตือนเรือต่างๆ ที่พยายามจะเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน”
แหล่งข่าวจากทุกฝ่ายที่เข้าร่วมการเจรจาระบุว่า “ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เสนอขึ้นมานั้น กำหนดให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน ส่วนการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ใช้อ้างในการเปิดฉากสงครามนั้น จะเกิดขึ้นหลังจากนี้”
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ไม่เปิดเผยชื่อ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ข้อตกลงนี้บรรลุวัตถุประสงค์หลักของทรัมป์ และทำให้การเจรจาอยู่ในจุดที่ ‘ดีมากๆ’”
รายละเอียดของร่างข้อตกลงจากแหล่งข่าวฝั่งตะวันตก ปากีสถาน และอิหร่าน ต่างชี้ไปที่เงื่อนไขที่อาจเป็นประโยชน์ต่อฝั่งอิหร่าน ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตัวทรัมป์ แต่ทรัมป์ปฏิเสธและมองว่ารายงานเหล่านั้นไม่ถูกต้อง
แม้รายละเอียดจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ภาพรวมของร่างข้อตกลงนี้ ดูเหมือนอิหร่านจะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ในขณะที่ทรัมป์ได้กลับมาแค่เรื่องเดียว คืออิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือได้วิ่งผ่านอีกครั้ง
อาราคชีกล่าวว่า “อิหร่านและโอมานจะยังคงเป็นผู้ควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งก่อนเกิดสงครามเคยเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถึง 1 ใน 5 ของโลก”
“อิหร่านจะยังคงถือไพ่เหนือกว่าและพร้อมที่จะสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซได้เสมอ”
— อาราคชี กล่าว
แหล่งข่าวจากฝั่งตะวันตกเผยว่า “ข้อตกลงนี้อาจมีการลงนามเร็วที่สุดในวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) นี้ ซึ่ง เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน จะเป็นผู้ลงนาม โดยคาดว่าเมืองเจนีวาจะเป็นสถานที่ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในการจัดพิธีลงนาม”
เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า “ได้มีการหารือกันว่าจะใช้ทวีปยุโรปเป็นสถานที่สำหรับพิธีลงนาม แต่ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ” แต่อาราคชีสวนกลับว่า “ข้อตกลงดังกล่าวจะแยกกันลงนามจากระยะไกล จากนั้นก็ค่อยแถลงการณ์ประกาศพร้อมกัน”
(Photo by ATTA KENARE / AFP)





