ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) ว่า “การติดต่อสื่อสารกับ มุจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศนั้น เป็นไปอย่าง ‘ยากลำบากมากในขณะนี้’”
มุจตาบาซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล อันเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยนับตั้งแต่ขึ้นสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาของเขาที่เสียชีวิตจากการโจมตีเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
“มันเป็นเรื่องยากมากที่จะติดต่อสื่อสารกับผู้นำสูงสุดในเวลานี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การที่ท่านยังคงอยู่ตรงนี้ ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้พวกเราขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้”
— เปเซชเกียน กล่าว
แม้ว่ามุจตาบาจะยังคงสื่อสารผ่านแถลงการณ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่บ้าง แต่การเก็บตัวเงียบของเขาในช่วงที่อิหร่านกำลังตึงเครียดกับสหรัฐฯ ก็ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับกลุ่มข้าราชการระดับสูงคนอื่นๆ
ขณะที่เปเซชเกียนได้กล่าวปกป้องผู้นำสูงสุด โดยยืนยันว่า “การประชุมร่วมกับท่านผู้นำสูงสุดเป็นไปอย่างราบรื่น” อีกทั้งเปเซชเกียนยังบอกอีกว่าตัวเขา “ได้รับการต้อนรับด้วยความเมตตา” พร้อมกับทิ้งท้ายด้วยความเสียดายว่า “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้กลับเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดี นำภาพลักษณ์ของผู้นำสูงสุดไปบิดเบือนจนผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง”
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับสำนักข่าว Iran International ว่า “ประธานาธิบดีเปเซชเกียน ถูกพาตัวไปยังสถานที่ลับแห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน เพื่อเข้าพบกับชายที่ถูกระบุว่าเป็น ‘มุจตาบา คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดคนใหม่”
การพูดคุยเกิดขึ้นภายในรถยนต์ที่ติดฟิล์มกระจกมืดสนิท และได้รับอนุญาตให้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ ภายในรถก็มืดมากจนมองไม่เห็นใบหน้าของชายที่นั่งข้างๆ ได้อย่างชัดเจน
ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธบดีเปเซชเกียนเคยกล่าวในงานประชุมผู้แทนสมาคมการค้าว่า เขาได้ใช้เวลาร่วมกับผู้นำคนใหม่นานถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทว่าแหล่งข่าวของ Iran International กลับระบุว่า “การพบกันครั้งนั้นกินเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ก่อนที่ประธานาธิบดีจะถูกขอให้ลงจากรถ”
“การเข้าพบครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่เป็นข้อต่อรองที่เกิดจากแรงกดดัน เพราะสำนักงานของมุจตาบายอมให้เปเซชเกียนเข้าพบเนื่องจากเขาส่งคำร้องไปหลายครั้ง และถึงขั้นขู่ว่าจะลาออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ เปเซชเกียนยังได้รับแจ้งล่วงหน้าว่า การพบกันจะไม่มีการเปิดทำเนียบต้อนรับเหมือนผู้นำคนก่อนๆ ซึ่งถือว่าผิดแปลกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติมาตรฐานอย่างสิ้นเชิง”
— แหล่งข่าวยเปิดเผย
แต่ทีมรักษาความปลอดภัยกลับนำตัวเปเซชเกียนไปยังสถานที่ลับแห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานแทน เมื่อไปถึง เขาก็ถูกสั่งให้ลงจากรถประจำตำแหน่งของตัวเอง ไปนั่งที่เบาะหลังของรถยนต์ทั่วไปคันหนึ่งที่ติดฟิล์มกระจกมืดสนิท ซึ่งดูเหมือนว่ามุจตาบาได้นั่งรออยู่ก่อนแล้ว บรรยากาศในจุดนั้นมืดมากจนชายทั้งสองมองไม่เห็นหน้ากัน และเจ้าหน้าที่อารักขาของมุจตาบาก็ไม่อนุญาตให้มีการจับมือทักทาย การสนทนาทั้งหมดจึงดำเนินไปด้วยการฟังเสียงเท่านั้น
มีรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับเปเซชเกียนอย่างมาก เนื่องจากเขามองว่าเป็นการหยามเกียรติกันอย่างรุนแรง โดยคนในสำนักงานประธานาธิบดีเปิดเผยว่า “หลังจากลงจากรถมาแล้ว เปเซชเกียนถึงกับเอ่ยปากถามด้วยความระแวงว่า ‘คนที่นั่งคุยอยู่ข้างๆ เขานั้น ใช่ผู้นำสูงสุดตัวจริงหรือไม่’ เพราะตลอดเวลาที่คุยกัน เขาได้ยินเพียงแค่น้ำเสียงลึกลับท่ามกลางความมืดเท่านั้น”
ยังไม่แน่ชัดว่าคำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยความโกรธ หรือเป็นความเคลือบแคลงสงสัยจริงๆ หลังจากนั้นมา เปเซชเกียนก็ได้ยื่นเรื่องขอเข้าพบผู้นำสูงสุดเป็นครั้งที่สอง โดยระบุว่า ‘ขอเจอกันที่ทำเนียบของผู้นำสูงสุด’ แต่คำขอดังกล่าวกลับถูกปฏิเสธมาจนถึงตอนนี้
(Photo by ANGELA WEISS / AFP)





