เตรียมรับแรงกระแทก! ชาติเอเชียรวมทั้งไทยเสี่ยงเจอวิกฤตน้ำมันแพงซ้ำสอง หลังอิหร่านถล่มชาติอ่าวเปอร์เซียโต้กลับสหรัฐฯ

18 ก.ค. 2569 - 14:38

  • อิหร่านเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ใส่กลุ่มประเทศชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ในแถบอ่าวเปอร์เซียในวันเสาร์ (18 ก.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากกองทัพสหรัฐฯ เดินหน้าทิ้งระเบิดถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 7

  • สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 4% เมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) ที่ผ่านมา จนแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน

  • รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลอิหร่านต่างกำลังท้าทายขีดจำกัดของการยกระดับความรุนแรง นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงพังทลายลงเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ทั้งสองฝ่ายอาจกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ

เตรียมรับแรงกระแทก! ชาติเอเชียรวมทั้งไทยเสี่ยงเจอวิกฤตน้ำมันแพงซ้ำสอง หลังอิหร่านถล่มชาติอ่าวเปอร์เซียโต้กลับสหรัฐฯ

อิหร่านเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ใส่กลุ่มประเทศชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ในแถบอ่าวเปอร์เซียในวันเสาร์ (18 ก.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากกองทัพสหรัฐฯ เดินหน้าทิ้งระเบิดถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ต่อเนื่องเป็นคืนที่ 7 ซึ่งส่งผลให้สงครามทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก หลังข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางพังทลายลงครบรอบ 1 สัปดาห์พอดี 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังพุ่งเป้าโจมตีไปที่เส้นทางเดินเรือพาณิชย์ โดยสหรัฐฯ ระบุว่า “กำลังบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางเรือ” ขณะที่อิหร่านอ้างว่า “ได้โจมตีเรือต่างๆ ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” 

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 4% เมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) ที่ผ่านมา จนแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน สร้างความกดดันทางการเมืองอย่างหนักต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในขณะที่พรรครีพับลิกันของเขากำลังพยายามรักษาอำนาจในการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ 

รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลอิหร่านต่างกำลังท้าทายขีดจำกัดของการยกระดับความรุนแรง นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงพังทลายลงเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ทั้งสองฝ่ายอาจกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ 

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า “กองทัพสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นการโจมตีระลอกล่าสุด โดยพุ่งเป้าถล่มสถานีสอดแนม โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางทหาร คลังเก็บอาวุธใต้ดิน รวมถึงขีดความสามารถทางทะเลของอิหร่าน” 

“กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้เครื่องบินขับไล่ โดรนโจมตีทางอากาศ และเรือรบ ร่วมกับยุทโธปกรณ์อื่นๆ...ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ทหารอเมริกันมากกว่า 50,000 นายปฏิบัติการอยู่ทั่วตะวันออกกลาง ทุกคนยังคงตื่นตัว มีอานุภาพทำลายล้างสูง และพร้อมรบเสมอ”

CENTCOM ระบุในแถลงการณ์   

ขณะที่สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานในวันเสาร์ (18 ก.ค.) โดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า “มีขีปนาวุธหลายลูกพุ่งเป้าถล่มโรงไฟฟ้าและระบบปั๊มน้ำทะเลเพื่อผลิตน้ำจืด ในเมืองจาสก์ ทางตอนใต้ของอิหร่าน ส่งผลให้ระบบน้ำดื่มในหมู่บ้านต่างๆ ของเมืองจาสก์ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิงจากการโจมตีดังกล่าว” 

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า “ได้ส่งเรือรบเข้าปิดล้อมน่านน้ำอิหร่านอย่างเข้มงวด โดยสั่งเปลี่ยนเส้นทางเรือสินค้าไปแล้ว 4 ลำ บุกขึ้นตรวจค้นเรืออีก 1 ลำ และเปิดฉากยิงจนเรือใช้การไม่ได้อีก 1 ลำ” 

ในขณะเดียวกัน กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ก็แถลงว่า “ได้ใช้ปฏิบัติการร่วมระหว่างขีปนาวุธและโดรนในการสกัดกั้นเรือ 4 ลำที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบการเดินเรือ ไม่ให้เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” 

นอกจากนี้ สื่อทางการอิหร่านยังรายงานโดยอ้างข้อมูลจากกองทัพ IRGC ว่า “มีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำระเบิดและไฟไหม้อย่างรุนแรง หลังจากแล่นผ่านเส้นทางที่มีการวางทุ่นระเบิดเอาไว้ทางตอนใต้ของช่องแคบ” แต่ทางกองทัพสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธและระบุว่า “รายงานข่าวดังกล่าวเป็นความเท็จ” 

สถานการณ์ส่อแววลามหนัก หลังมีกลุ่มติดอาวุธบุกยึดเรือสินค้าลำใหม่นอกชายฝั่งเยเมน ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้นานาชาติตื่นตระหนก เพราะกลัวความไม่ปลอดภัยใน ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ ที่เป็นเสมือนประตูสู่ทะเลแดงและเส้นทางขนส่งน้ำมันสายหลักของโลกอีกแห่งหนึ่ง 

 “ตราบใดที่ ‘การก้าวร้าวรุกราน’ ของสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุดลง ก็จะไม่มีใครสามารถส่งออกปุ๋ยเคมี หรือแม้กระทั่ง ‘น้ำมันและก๊าซแม้แต่หยดเดียว’ ออกไปจากภูมิภาคนี้ได้” 

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านรายงานโดยอ้างคำแถลงของกองทัพ IRGC 

ขณะที่ โมเซน เรซาอี ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกโรงเตือนสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า “ไม่ควรยกระดับความรุนแรง หรือคิดลองดีส่งกองทัพบุกยึดดินแดนของอิหร่านโดยเด็ดขาด” 

(Photo by YASSER AL-ZAYYAT / AFP)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์