อยาตอลลาห์ มุจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) ด้วยท่าทีท้าทายว่าจะปกป้องขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเป็นการตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่พยายามจะจำกัดอาวุธเหล่านั้นผ่านการโจมตีทางอากาศและเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับการหยุดยิงที่ไม่มั่นคงของสงคราม
“สถานที่เดียวที่ชาวอเมริกันควรอยู่ในอ่าวเปอร์เซียคือ ‘ก้นท้องมหาสมุทร’ และ ‘บทใหม่’ กำลังถูกเขียนขึ้นในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้...วันนี้ 2 เดือนหลังจากปฏิบัติการทางทหารและการรุกรานครั้งใหญ่ที่สุดของโลกในภูมิภาคนี้ และความล้มเหลวอันน่าละอายของอเมริกาในแผนการของตัวเอง บทใหม่กำลังเกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ”
“อนาคตที่สดใสของภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจะเป็นอนาคตที่ปราศจากอเมริกา และจะเป็นอนาคตที่มุ่งเน้นความก้าวหน้า ความสะดวกสบาย และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนในภูมิภาคนี้” แถลงการณ์ระบุ
มุจตาบายังกล่าวโทษการประจำการทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางว่า ‘เป็นสาเหตุของความไม่มั่นคงในภูมิภาค’“ฐานทัพหุ่นเชิดของอเมริกานั้นไม่มีแม้แต่กำลังและความสามารถที่จะรักษาความปลอดภัยของตนเองได้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับความหวังที่ว่าอเมริกาจะให้ความปลอดภัยแก่ผู้ที่อยู่ในความดูแลและผู้ที่รักอเมริกาในภูมิภาคนี้”
นอกจากนี้ มุจตาบายังกล่าวอีกว่า “อิหร่านจะปกป้องขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธอย่างเด็ดขาด” ซึ่งเป็นการตอบโต้อย่างชัดเจนต่อความปรารถนาของทรัมป์ที่จะทำลายขีดความสามารถเหล่านั้น
“ชาวอิหร่านมองว่าศักยภาพด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของประเทศเป็น ‘ทุนของชาติ’ และจะปกป้องสิ่งเหล่านี้เหมือนกับพรมแดนทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ”
— แถลงการณ์ระบุ
มุจตาบาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุด หลังจากบิดาของเขาถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
คำกล่าวของมุจตาบาเกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจของอิหร่านกำลังสั่นคลอนและอุตสาหกรรมน้ำมันกำลังถูกบีบจากการปิดล้อมของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ขัดขวางไม่ให้เรือบรรทุกน้ำมันออกสู่ทะเล ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็อยู่ภายใต้แรงกดดันเช่นกัน เนื่องจากอิหร่านยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก
ความผันผวนของอุปทานและราคาน้ำมันนี้กำลังสร้างแรงกดดันต่อทรัมป์ ซึ่งกำลังพิจารณาแผนใหม่เพื่อเปิดเส้นทางสำคัญที่พันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียของสหรัฐฯ ใช้ในการส่งออกน้ำมันและก๊าซ
ตามแผนดังกล่าว สหรัฐฯ จะยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไป ในขณะเดียวกันก็ประสานงานกับพันธมิตรเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษที่สูงขึ้นต่อความพยายามของอิหร่านในการขัดขวางการไหลเวียนของพลังงานอย่างเสรี
ส่วนทรัมป์เองก็กำลังพิจารณาทางเลือกทางการทูตและนโยบายหลายประการเพื่อกดดันอิหร่านให้ยุติการปิดช่องแคบดังกล่าว
(Photo by Shutterstock / apps media production)





