นักวิเคราะห์ชี้ ‘อิสราเอล’ ได้ประโยชน์จากสงครามในอิหร่านมากที่สุด-สหรัฐฯ มีแต่เสีย-เพื่อนบ้านอาหรับกระทบหนักสุด

20 มี.ค. 2569 - 18:49

  • หากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านสิ้นสุดลงในวันพรุ่งนี้ ผลลัพธ์หนึ่งที่ชัดเจนก็คือ ‘อิสราเอล’ จะได้ประโยชน์ที่สุดจากสงครามครั้งนี้

  • ขณะที่สหรัฐฯ มีแต่เสีย ติดอยู่ในความขัดแย้งที่ไม่มีทางออกชัดเจน และจะต้องรับมือกับผลกระทบต่อตลาดโลก

  • ส่วนประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นักวิเคราะห์ชี้ ‘อิสราเอล’ ได้ประโยชน์จากสงครามในอิหร่านมากที่สุด-สหรัฐฯ มีแต่เสีย-เพื่อนบ้านอาหรับกระทบหนักสุด

หากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านสิ้นสุดลงในวันพรุ่งนี้ ผลลัพธ์หนึ่งที่ชัดเจนก็คือ ‘นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลจะได้ประโยชน์ที่สุดจากสงครามครั้งนี้’ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะต้องรับมือกับผลกระทบต่อตลาดโลก ส่วนประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด 

นักวิเคราะห์มองว่า : 

  • สำหรับเนทันยาฮู สงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงแผนที่การเมืองของอิสราเอลให้เป็นไปตามเงื่อนไขของเขา โดยเบี่ยงเบนความสนใจจากฉนวนกาซาไปสู่อิหร่าน  
  • แต่สำหรับทรัมป์ สงครามครั้งนี้กลับส่งผลตรงกันข้าม คือ ทำให้เขาติดอยู่ในความขัดแย้งที่ไม่มีทางออกชัดเจน และบั่นทอนภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นปัจจัยสำคัญพาเขากลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง 

“มีผู้ชนะและผู้แพ้ที่ชัดเจน...เนทันยาฮูเป็นผู้ชนะที่สำคัญที่สุดอย่างเห็นได้ชัด เขาได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางทหารของอิสราเอลแล้ว ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียกลายเป็นผู้แพ้ ส่วนทรัมป์เองก็ไม่มีทางออกใดที่จะทำให้เขาสามารถประกาศชัยชนะและเดินจากไปได้” 

อารอน เดวิด มิลเลอร์ นักวิจัยอาวุโสของมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ กล่าว 

คาริม ซัดจาดปูร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน มองว่า “ทรัมป์ซึ่งเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข คาดหวังว่าจะได้พบกับผู้ไกล่เกลี่ยที่อ่อนน้อมแบบเวเนซุเอลาอย่าง เดลซี โรดริเกซ แต่กลายเป็นว่า ทรัมป์กลับพบกับ คิม จองอึน แห่งอิหร่าน” ซัดจาดปูร์  กล่าวโดยอ้างถึงแบบจำลองเผด็จการของเกาหลีเหนือ 

อิสราเอลมองสงครามต้านอิหร่านว่าเป็น ‘สงครามจำเป็น’ ไม่ใช่ ‘สงครามทางเลือก’ อย่างที่สหรัฐฯ มอง แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านจะไม่เกิดขึ้น แต่การทำให้อิหร่านและกองกำลังติดอาวุธที่นำโดยอิหร่านอ่อนแอลงเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่สำหรับเนทันยาฮู” นาธาน แซ็กส์ นักวิจัยอาวุโสของสถาบันตะวันออกกลาง กล่าว 

สำหรับทรัมป์ มีแต่ทางเลือกที่ ‘ยากลำบาก’ 

(Photo by JIM WATSON / AFP)
(Photo by JIM WATSON / AFP)

เจ้าหน้าที่อิสราเอลกล่าวว่า สงครามทางอากาศแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย : 

  • อิสราเอลเน้นโจมตีทางตะวันตกและเหนือของอิหร่าน โดยโจมตีฐานขีปนาวุธและฐานนิวเคลียร์  
  • ขณะที่สหรัฐฯ เน้นโจมตีทางตะวันออกและใต้ รวมถึงช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อลดทอนศักยภาพทางทะเลของอิหร่าน 
  • อิสราเอลเป็นผู้นำในการสังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่าน รวมถึง อาลี ลาริจานี หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เมื่อวันอังคาร (17 มี.ค.) และเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรอง เมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) 

อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลกล่าวว่า เขาและเนทันยาฮูอนุญาตให้กองทัพโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านคนใดก็ได้ที่สามารถระบุตำแหน่งได้ โดยไม่ต้องขออนุมัติเพิ่มเติม 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเหล่านั้นไม่ได้ทำให้สงครามยุติลง และทรัมป์เหลือทางเลือกที่แย่อยู่ 3 ทาง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า “ไม่มีทางเลือกใดที่จะให้ทางออกที่ชัดเจนเลยสักทาง” ได้แก่ : 

  • ยืดเยื้อการโจมตี 
  • ประกาศชัยชนะและหวังว่าอิหร่านจะยอมถอย 
  • ยกระดับความรุนแรงอย่างมาก 

ทุลซี แกบบาร์ด หัวหน้าหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ กล่าวต่อสภาคองเกรสเมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) ว่า “แม้รัฐบาลอิหร่านจะอ่อนแอลงนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น แต่ก็ยังคงสภาพสมบูรณ์...กลุ่มตัวแทนอิหร่านยังคงสามารถโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และพันธมิตรทั่วตะวันออกกลางได้” 

การคำนวณผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัดของทรัมป์กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในอ่าวเปอร์เซีย และนั่นทำให้รัฐในอ่าวเปอร์เซียอาจกลายเป็น ‘ผู้เสียหายรายใหญ่ที่สุด’ 

“ภัยคุกคามร่วมที่รัฐอาหรับในอ่าวเปอร์เซียเผชิญอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องอื่นใดนอกจากความมั่นคงและเสถียรภาพในอนาคตของอ่าวเปอร์เซีย แนวคิดที่ว่าอ่าวเปอร์เซียเป็นตัวแทนอนาคตของภูมิภาคกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง...” 

มิลเลอร์ นักวิจัยอาวุโสของมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ กล่าว 

สหรัฐฯ และอิสราเอลมีมุมมอง ‘ความเสี่ยง’ ที่ต่างกัน 

(Photo by Jim WATSON / AFP)
(Photo by Jim WATSON / AFP)

“อิสราเอลอาจเต็มใจที่จะยอมรับความไม่มั่นคงในอิหร่านมากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากอิสราเอลจะเผชิญกับผลกระทบในภูมิภาคน้อยกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากกลุ่มก่อการร้ายอย่างฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ที่อิหร่านสนับสนุน อ่อนแอลงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา” 

นักวิเคราะห์ กล่าว 

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียก็มีความเสี่ยงสูงกว่ามากต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและขัดขวางการขนส่งทางเรือ 

อัสซาฟ โอเรียน อดีตหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ของกองทัพอิสราเอล กล่าวว่า “ประเทศในภูมิภาคกำลังตั้งคำถามว่าอิสราเอลกำลังพยายามสร้างความวุ่นวายในอิหร่านหรือไม่” พร้อมเสริมว่า “อิสราเอลจะได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคงดังกล่าวได้น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หรือสหรัฐฯ” 

“โดยพื้นฐานแล้ว พันธมิตรทั้งสองมีมุมมองความเสี่ยงที่แตกต่างกัน อิสราเอลมองอิหร่านว่าเป็น ‘ภัยคุกคามที่อาจถึงแก่ชีวิต’ ในขณะที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่ ‘การหลีกเลี่ยงสงครามที่ยืดเยื้อ’ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักและทำลายพันธมิตร” 

นักวิเคราะห์ กล่าว 

อย่างในประเด็นที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์สของอิหร่าน ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติในทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแหล่งก๊าซเดียวกันกับนอร์ทโดมของกาตาร์ ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาโกรธเคืองจากทรัมป์ “สหรัฐฯ ไม่รู้เรื่องการโจมตีครั้งนี้เลย และกาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social 

เจ้าหน้าที่อิสราเอล เผยว่า “ทรัมป์และเนทันยาฮูพูดคุยทางโทรศัพท์กันทุกวันนับตั้งแต่เริ่มสงคราม” แต่การที่ทรัมป์ปฏิเสธว่าไม่รู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการโจมตีของอิสราเอลนั้น ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ของทั้งเขาและเนทันยาฮูที่ว่า “กองทัพของพวกเขากำลังต่อสู้กันอย่างพร้อมเพรียง” 

อย่างไรก็ดี อิสราเอลยังไม่ได้ยอมรับความรับผิดชอบต่อการโจมตีเซาท์พาร์สอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเหตุให้อิหร่านโจมตีโรงงานพลังงานของประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่สื่ออิสราเอลรายงานอย่างกว้างขวางว่า “การโจมตีของอิสราเอลเกิดขึ้นโดยได้รับความยินยอมจากสหรัฐฯ” 

แหล่งข่าวภายในอิหร่านกล่าวว่า “อิหร่านกำลังปรับระดับความรุนแรงเพื่อสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ฟื้นฟูการป้องปราม และบีบให้สหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ มีทางออกได้ก็ต่อเมื่อต้องแลกมาด้วยราคาที่สูง” 

(Photo by Jim WATSON / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์