นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวเมื่อวันอังคาร (23 มิ.ย.) ที่ผ่านมาว่า “อิสราเอลจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองและมี ‘อิสรภาพด้านอาวุธ’ เนื่องจากความช่วยเหลือทางทหารมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ กำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2028”
“ผมต้องการให้อิสราเอลมีอิสรภาพด้านอาวุธ ผมซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนที่เราได้รับจากมิตรภาพชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมได้ช่วยประสานงานมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ในวันนี้ผมต้องบอกตรง ๆ ว่า เราจำเป็นต้องมีระบบคลังแสงที่เป็นอิสระ และเราต้องผลิตอาวุธขึ้นมาใช้เอง”
— เนทันยาฮู กล่าว
เนทันยาฮูยอมรับเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วว่า “อิสราเอลกำลังเจอมรสุมทางการเมืองจนถูกนานาชาติรุมแบนและถูกโดดเดี่ยว ซึ่งสถานการณ์นี้อาจลากยาวไปอีกหลายปี อิสราเอลจะพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธของตัวเองขึ้นมา และจะกลายเป็น ‘มหาอำนาจยุคใหม่ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาดเหมือนเอเธนส์และมีกองทัพที่แข็งแกร่งไร้พ่ายเหมือนสปาร์ตา’”
ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 10 ปีที่ลงนามร่วมกันในปี 2018 อิสราเอลจะได้รับเงินช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐฯ มูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 1.26 แสนล้านบาท) ซึ่งเงินส่วนใหญ่ในจำนวนนี้มีเงื่อนไขบังคับให้อิสราเอลต้องนำไปใช้ซื้ออาวุธจากบริษัทผู้ผลิตของสหรัฐฯ เท่านั้น
ข้อตกลงดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการเจรจาใหม่ก่อนที่จะหมดอายุลงในปี 2028 ทว่าประเด็นเรื่องอิสราเอลได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหวและถกเถียงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสหรัฐฯ โดยพรรคเดโมแครตได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เนทันยาฮูอย่างรุนแรง รวมถึงตำหนิพฤติกรรมการทำสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซาและเลบานอน ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรครีพับลิกันเองก็เริ่มหันมาวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมอิสราเอลได้ประกาศเปิดฉากเจรจาอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลทรัมป์ เพื่อร่างข้อตกลงร่วมทุนและผลิตอาวุธร่วมกันฉบับใหม่ ซึ่งจะนำมาใช้แทนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความช่วยเหลือทางทหารระยะเวลา 10 ปีฉบับเดิม ที่กำลังจะหมดอายุลงในปี 2028
(Photo by RONEN ZVULUN / POOL / AFP)





