สหรัฐฯ-อิตาลีสัมพันธ์ร้าว? นายกฯ อิตาลีเดือด ตอกกลับทรัมป์กุเรื่อง ‘อ้อนวอนขอถ่ายรูปคู่’ ในที่ประชุม G7

20 มิ.ย. 2569 - 15:40

  • ทรัมป์อ้างว่า จอร์เจีย เมโลนี นายกฯ อิตาลี ‘ขอร้อง’ เขาให้ถ่ายรูปคู่ในงานประชุม G7 ขณะที่เมโลนีตอกกลับทรัมป์สร้างเรื่องขึ้นมาเอง

  • ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี ‘ยกเลิก’ การเดินทางไปสหรัฐฯ ในช่วงต้นสัปดาห์หน้าแล้ว ประท้วงคำพูดของทรัมป์ในเชิง ‘ดูหมิ่น-หยามเกียรติ’ นายกฯ

  • การตอบโต้อย่างเปิดเผยต่อสาธารณะในครั้งนี้ เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นก่อนหน้านี้ของทั้งคู่ ได้ร้าวฉานลงไปมากเพียงใดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

สหรัฐฯ-อิตาลีสัมพันธ์ร้าว? นายกฯ อิตาลีเดือด ตอกกลับทรัมป์กุเรื่อง ‘อ้อนวอนขอถ่ายรูปคู่’ ในที่ประชุม G7

จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี กล่าวว่าเธอรู้สึกตกใจมาก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์อิตาลีว่า ‘เธอได้อ้อนวอนขอถ่ายรูปกับเขา’ ซึ่งคำพูดดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างเปิดเผยระหว่างผู้นำทั้งสองคน 

เมโลนีระบุว่าคำกล่าวของทรัมป์นั้นเป็นเรื่องที่ ‘กุขึ้นมา’ ทั้งหมด ขณะที่ อันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิตาลี ก็ได้สั่งยกเลิกการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในช่วงต้นสัปดาห์หน้าแล้ว  

การตอบโต้อย่างเปิดเผยต่อสาธารณะในครั้งนี้ เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นก่อนหน้านี้ของทั้งคู่ ได้ร้าวฉานลงไปมากเพียงใดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ทรัมป์ตัดสินใจเปิดฉากสงครามกับอิหร่าน  

ทรัมป์และเมโลนีถูกพบเห็นขณะกำลังพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดในการประชุมสุดยอด G7 ที่เมืองเอวิยอง-เลส์-แบงส์ ทางตะวันออกของฝรั่งเศสในสัปดาห์นี้ และผู้นำอิตาลีได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขายังคงเหมือนเดิมและไม่มีการกล่าวโทษกัน 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ ‘La7’ ของอิตาลี โดยอ้างว่า “เธอขอถ่ายรูปกับผม ผมเลยรู้สึกเห็นใจเธอ” 

ผู้นำทั้งสองถูกบันทึกภาพร่วมกันหลายครั้งที่เมืองเอวิยอง รวมถึงฉากที่พวกเขาดูเหมือนกำลังจดจ่อกับการสนทนาบนโซฟาตัวเล็ก ซึ่งเผยให้เห็นภาพเมโลนียิ้มแย้มในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน“เธอคงจะมีความสุขที่ผมยอมคุยด้วย”ทรัมป์ กล่าว แต่ทางสถานีโทรทัศน์ La7 ไม่ได้เปิดเสียงคำพูดภาษาอังกฤษดั้งเดิมของทรัมป์ และใช้วิธีพากย์เสียงทับเป็นภาษาอิตาลีแทน 

ขณะที่เมโลนีแสดงปฏิกิริยาตอบกลับด้วยความไม่เชื่อสายตา โดยระบุว่าเธอรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก “ฉันไม่ทราบว่าทำไมประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงทำตัวแบบนี้กับพันธมิตร” เมโลนี กล่าว พร้อมเสริมว่า “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้น...มีสิ่งหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องจำไว้ นั่นคือ ทั้งตัวฉันและประเทศอิตาลี ไม่เคยอ้อนวอนขอความเมตตาจากใคร” 

ทรัมป์และเมโลนีเคยแตกหักกันในเดือนเมษายนจากประเด็นที่อิตาลีปฏิเสธที่จะสนับสนุนสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน และการโจมตีอย่างรุนแรงของทรัมป์ต่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ เพื่อตอบโต้กรณีที่พระองค์ประณามสงครามดังกล่าว 

ก่อนหน้านั้น เมโลนีรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทรัมป์มาโดยตลอด ซึ่งส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากวาทกรรมชาตินิยมที่เหมือนกัน และเธอเป็นผู้นำยุโรปเพียงคนเดียวที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของเขา  

จูเซปเป คอนเต อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคขบวนการห้าดาวซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า อิตาลีไม่สมควรที่จะถูกดูหมิ่นอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ คำพูดที่รุนแรงและก้าวร้าวของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีต่อนายกรัฐมนตรีเมโลนี ถือเป็นการดูหมิ่นชาวอิตาลีทั้งประเทศ” 

ด้าน โจวันบัตติสตา ฟัซโซลารี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ทรัมป์กำลังทำลายความสัมพันธ์ครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปด้วยความตั้งใจหรือเพราะไร้ความสามารถกันแน่” 

“เขา (ทรัมป์) ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นที่รังเกียจไปทั่วทั้งทวีปยุโรป ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายเลย และสิ่งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อยุโรปเท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือสร้างความเสียหายต่อสหรัฐฯ เองด้วย” 

ฟัซโซลารี กล่าว 

อย่างไรก็ดี ความร้าวฉานระหว่างเมโลนีกับทรัมป์เป็นมากกว่าแค่การทะเลาะเบาะแว้งทั่วไป แต่มันสะท้อนถึงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น จากที่เคยโอนอ่อนผ่อนตามประธานาธิบดีทรัมป์ ในตอนนี้พันธมิตรยุโรปพร้อมที่จะเผชิญหน้าและท้าทายเขามากขึ้น 

“ผู้นำยุโรปแสดงความเด็ดเดี่ยวมากขึ้น นับตั้งแต่สหรัฐฯ ข่มขู่กรีนแลนด์เมื่อช่วงต้นปีนี้” นักการทูตคนหนึ่งเผย 

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประเด็นการหารือเรื่องการสร้างเส้นทางพึ่งพาตนเองทางยุทธศาสตร์ของยุโรปถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง โดยประเทศต่าง ๆ เริ่มมองหาแนวทางพึ่งพาตนเองมากขึ้น แทนที่จะต้องพึ่งพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ ที่นับวันยิ่งพึ่งพาไม่ได้ 

(Photo by HANDOUT / PALAZZO CHIGI PRESS OFFICE / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์