กฎหมายเพิ่มงบฯ กลาโหมญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสคัดค้านและความขัดแย้งรอบบ้าน

22 ธ.ค. 2565 - 13:24

  • การเพิ่มงบกลาโหมของญี่ปุ่นช่วยให้ญี่ปุ่นมีขีดความสามารถด้านการโจมตีกลับ

  • ญี่ปุ่นมีเป้าหมายนำงบทหารไปจัดซื้อขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถสกัดกั้นและโจมตีขีปนาวุธวิถีโค้งที่ยิงเข้าใส่ประเทศ

  • กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เผยแพร่ภาพขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) บนฐานยิงในไซโลใต้ดินเพื่อเตือนให้ตะวันตกรับรู้ถึงศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย

  • จีนเพิ่มกองกำลังทางเรือและอากาศบริเวณพื้นที่ใกล้กับญี่ปุ่น ขณะที่อ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะเซ็นกากุ

  • เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงจรวดมอเตอร์เชื้อเพลิงแข็งแรงขับสูง

japan_raise_tax_new_defense_roadmap_protest_SPACEBAR_Thumbnail_bcc6c79e86.jpeg
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นหลายร้อยคนออกมารวมตัวประท้วงที่กรุงโตเกียว เพื่อต่อต้านการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับสิ่งที่เรียกว่าศักยภาพในการตอบโต้กลับทางด้านทหาร โดยผู้ประท้วงพากันถือป้ายพร้อมกับข้อความต่อต้านต่างๆ รวมถึงต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญกับสงคราม ที่ก่อนหน้านี้พรรคเสรีประชาธิปไตยกับพรรคโคเมอิโตะ บรรลุข้อตกลงในเอกสาร 3 ฉบับ ที่จะเปิดทางให้รัฐบาลดำเนินการตามแผนเสริมสร้างศักยภาพการตอบโต้ทางทหาร เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ 

แต่รัฐบาลญี่ปุ่นจะตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายในการทบทวนเอกสารระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคง ที่สภาผู้แทนราษฎร หรือสภาไดเอท ไม่ได้นำเข้าที่ประชุม และไม่ได้มีการอภิปรายในสภาฯ แต่เป็นการตัดสินใจโดย ครม.โดยตรง 
 
การชุมนุมประท้วงของประชาชนเกิดขึ้นหลังจาก ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ระบุว่า คณะรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบให้ยกระดับแผนยุทธศาสตร์ทางทหารฉบับใหม่เพื่อเสริมศักยภาพการป้องกันขั้นพื้นฐานของประเทศ รวมถึงแผนงบประมาณทางทหาร 320,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในกรอบระยะเวลา 5 ปี ซึ่งบประมาณทางทหารวงเงินนี้ ถือเป็นการตั้งงบประมาณทางทหารที่มีมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง 
 
ญี่ปุ่นมีเป้าหมายนำงบประมาณทางการทหารไปจัดซื้อขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถสกัดกั้นและโจมตีขีปนาวุธวิถีโค้งที่ยิงเข้ามาที่ญี่ปุ่น สามารถทำลายการสื่อสารทางดาวเทียมและการสอดแนมด้วยโดรน รวมทั้งการจัดซื้ออะไหล่และเครื่องกระสุนเพื่อให้สามารถใช้อาวุธที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
 
ที่ผ่านมาญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 6.5 ล้านล้านเยน ในปี 2566 หรือ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 5.2 ล้านล้านเยน เมื่อปี 2565 เพิ่มขึ้น 25% เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ด้านความมั่นคงต่างๆ เช่น การขยายอิทธิพลของจีน การพัฒนาขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน
info_japan_raise_tax_new_defense_roadmap_protest_1_f8c17c420d.jpeg
ภายใต้การยกระดับแผนยุทธศาสตร์ครั้งนี้ ทำให้ญี่ปุ่นใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมรวม 43 ล้านล้านเยน ระหว่างปี 2023-2027 เฉลี่ยแล้วใช้จ่ายปีละ 8.6 ล้านล้านเยน และคาดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะหารายได้จากการออกพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงเพิ่มภาษีนิติบุคคลและภาษียาสูบ 
 
นายกรัฐมนตรีคิชิดะเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเผชิญกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 2 ลูก ไปตกในน่านน้ำทะเลญี่ปุ่นหลังจากที่เกาหลีเหนือดำเนินโครงการพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธยุโธปกรณ์ เพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรจากนานาชาติที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งกองทัพเกาหลีใต้ก็ระบุในวันเดียวกันว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธไปยังน่านน้ำทะเลของญี่ปุ่น 
 
ด้านสื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือรายงานเมื่อวันศุกร์ (16 ธ.ค.) ว่า เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงจรวดมอเตอร์เชื้อเพลิงแข็งแรงขับสูง (high-thrust solid-fuel motor) ที่มีแรงขับ 140 ตัน ในการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปของเกาหลีเหนือ ที่สามารถยิงได้โดยมีระยะเวลาเตรียมการที่สั้นลง 
 
การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของญี่ปุ่นสอดคล้องกับการทบทวนเอกสารสำคัญ 3 ฉบับ เกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นมีขีดความสามารถด้านการโจมตีกลับ 
 
ทุกวันนี้ญี่ปุ่นจัดให้จีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามความมั่นคง ขณะที่เห็นว่าสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรสำคัญที่ต้องกระชับความร่วมมือ แม้แผนการเพิ่มงบประมาณทางการทหารจะเป็นภาระหนักของรัฐบาลคิชิดะก็ตาม 

ไม่กี่วันก่อน กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เผยแพร่ภาพขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) บนฐานยิงในไซโลใต้ดิน ซึ่งหนังสือพิมพ์คอมโซโมลสกายา ปราฟดา (Komsomolskaya Pravda) รายงานว่าเป็นการเตือนให้ตะวันตกได้รับรู้ถึงศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย 

รายงานชิ้นนี้ระบุว่า ขีปนาวุธ “RS-24 ยาร์ส” ที่ติดตั้งอยู่ที่ภูมิภาคคาลูกา มีความรุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่สหรัฐฯ ใช้ถล่มนครฮิโรชิมาของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 6 ส.ค.1945 ถึง 12 เท่า โดยได้รับการปรับปรุงจากเวอร์ชั่น “โตโปล-MR” (Topol-MR) ที่ตะวันตกรู้จักในชื่อ “SS-29” และได้รับการพัฒนาโดยสถาบันวิศวกรรมอุณหภาพมอสโคว์ เมื่อปี 2007 มีพิสัยยิงไกลสูงสุด 12,000 กิโลเมตร บรรทุกหัวรบได้ 500 กิโลตัน ซึ่งสามารถโจมตีสหรัฐฯ หรือเป้าหมายในยุโรปได้หมด 

นอกจากรัสเซียแล้ว จีน ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับญี่ปุ่นก็เพิ่มกองกำลังทางเรือและทางอากาศบริเวณพื้นที่ใกล้กับญี่ปุ่น ขณะที่อ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเซ็นกากุว่าเป็นอาณาเขตอธิปไตยของตนเอง โดยหมู่เกาะเซ็นกากุ เป็นหมู่เกาะร้างที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ในทะเลญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่าทะเลตะวันออก และอยู่ภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่น ขณะที่จีนเรียกเกาะดังกล่าวว่า เกาะเตี้ยวหยู 

เท่านั้นยังไม่พอ การที่จีนเพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อไต้หวัน ก็ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของญี่ปุ่นด้วยเหมือนกัน โดยเมื่อเดือนส.ค. ปักกิ่งยิงขีปนาวุธ 5 ลูกตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่นใกล้กับไต้หวัน เพื่อตอบโต้การเยือนไทเปของ “แนนซี เพโลซี” ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ 
 
ที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศในระดับที่ถือว่ามีนัยสำคัญ ด้วยความเชื่อที่ว่า แม้ไม่เกิดความขัดแย้งใดๆ ขึ้นจริงๆ อย่างน้อยก็ช่วยสร้างความอุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์