สำนักข่าว AFP รายงานว่า ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันจันทร์ (27 ก.พ.) ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมที่จะซื้อขีปนาวุธโทมาฮอว์กจำนวน 400 ลูกจากสหรัฐฯ เร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความมั่นคงฉบับแก้ไขของประเทศจากเดิมที่เคยเน้นความสงบเป็นส่วนใหญ่ โดยโตเกียวอ้างว่าเป็นเพราะความท้าทายที่เกิดจากจีน
รัฐบาลของคิชิดะมีเป้าหมายที่จะเสริมศักยภาพการป้องกันของญี่ปุ่นในขณะที่จีนยอมอ่อนข้อทางทหารและเกาหลีเหนือที่มีอาวุธนิวเคลียร์ก็กำลังทำการทดสอบขีปนาวุธที่คาดเดาไม่ได้
ปัจจุบันขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กมีอยู่ในคลังแสงของสหรัฐฯ และอังกฤษเท่านั้น โดยอาวุธจะถูกปล่อยออกจากเรือและเรือดำน้ำซึ่งสามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำจากระยะ 1,000 ไมล์ (ประมาณ 1,600 กิโลเมตร) แม้แต่ในน่านฟ้าที่ได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนา
คิชิดะกล่าวกับคณะกรรมการงบประมาณของรัฐสภาว่า “แผนของประเทศเราคือการได้รับขีปนาวุธร่อน 400 ลูก” ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้จัดสรรเงินจำนวน 1.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.44 แสนล้านบาท) เพื่อซื้อขีปนาวุธในปีงบประมาณหน้า
โดยรวมแล้ว รัฐบาลมีแผนจะใช้จ่ายประมาณ 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 5 ปีกับขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งแผนการติดตั้งจะเริ่มในปี 2026
ญี่ปุ่นกล่าวว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมเกือบ 1 ใน 4 ภายในปี 2023 สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 51,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณในวันที่ 1 เมษายนนี้ โดยมีความหวังว่าจะมีการใช้จ่ายด้านอาวุธยุทโธปกรณ์มากขึ้นกว่า 3 เท่า เพราะรัฐบาลเชื่อว่ามันจำเป็นเพื่อยับยั้งคู่แข่งในภูมิภาคอย่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งการโจมตียูเครนของรัสเซียมีส่วนในการกระตุ้นความตึงเครียดในภูมิภาคด้วย
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านความสามารถในสงครามไซเบอร์ โดรนป้องกันขีปนาวุธ เรือรบ และเครื่องบินขนส่งทางทหาร ตลอดจนการลาดตระเวนและดาวเทียมสื่อสาร ทั้งยังวางแผนที่จะพัฒนาขีดความสามารถตอบโต้การโจมตีเป็นครั้งแรก ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นฐานปล่อยขีปนาวุธได้อีกด้วย
อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนนั้นเป็นภาพสะท้อนความกลัวของญี่ปุ่นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จีนจะรุกรานไต้หวันซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากสงครามของรัสเซียในยูเครน ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเกรงว่าการพัฒนาดังกล่าวอาจคุกคามเกาะต่างๆ ของประเทศ และทำให้ปักกิ่งมีศักยภาพในการควบคุมเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสำหรับการจัดหาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ประกอบกับการที่เกาหลีเหนือทดสอบอาวุธยั่วยุอยู่หลายครั้งด้วย
ความคืบหน้าล่าสุด สหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้วางแผนที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางทหารและความมั่นคง หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงแห่งชาติของพวกเขาได้หารือกันในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
รัฐบาลของคิชิดะมีเป้าหมายที่จะเสริมศักยภาพการป้องกันของญี่ปุ่นในขณะที่จีนยอมอ่อนข้อทางทหารและเกาหลีเหนือที่มีอาวุธนิวเคลียร์ก็กำลังทำการทดสอบขีปนาวุธที่คาดเดาไม่ได้
ปัจจุบันขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กมีอยู่ในคลังแสงของสหรัฐฯ และอังกฤษเท่านั้น โดยอาวุธจะถูกปล่อยออกจากเรือและเรือดำน้ำซึ่งสามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำจากระยะ 1,000 ไมล์ (ประมาณ 1,600 กิโลเมตร) แม้แต่ในน่านฟ้าที่ได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนา
คิชิดะกล่าวกับคณะกรรมการงบประมาณของรัฐสภาว่า “แผนของประเทศเราคือการได้รับขีปนาวุธร่อน 400 ลูก” ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้จัดสรรเงินจำนวน 1.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.44 แสนล้านบาท) เพื่อซื้อขีปนาวุธในปีงบประมาณหน้า
โดยรวมแล้ว รัฐบาลมีแผนจะใช้จ่ายประมาณ 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 5 ปีกับขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งแผนการติดตั้งจะเริ่มในปี 2026
ญี่ปุ่นกล่าวว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมเกือบ 1 ใน 4 ภายในปี 2023 สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 51,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณในวันที่ 1 เมษายนนี้ โดยมีความหวังว่าจะมีการใช้จ่ายด้านอาวุธยุทโธปกรณ์มากขึ้นกว่า 3 เท่า เพราะรัฐบาลเชื่อว่ามันจำเป็นเพื่อยับยั้งคู่แข่งในภูมิภาคอย่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งการโจมตียูเครนของรัสเซียมีส่วนในการกระตุ้นความตึงเครียดในภูมิภาคด้วย
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านความสามารถในสงครามไซเบอร์ โดรนป้องกันขีปนาวุธ เรือรบ และเครื่องบินขนส่งทางทหาร ตลอดจนการลาดตระเวนและดาวเทียมสื่อสาร ทั้งยังวางแผนที่จะพัฒนาขีดความสามารถตอบโต้การโจมตีเป็นครั้งแรก ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นฐานปล่อยขีปนาวุธได้อีกด้วย
อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนนั้นเป็นภาพสะท้อนความกลัวของญี่ปุ่นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จีนจะรุกรานไต้หวันซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากสงครามของรัสเซียในยูเครน ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเกรงว่าการพัฒนาดังกล่าวอาจคุกคามเกาะต่างๆ ของประเทศ และทำให้ปักกิ่งมีศักยภาพในการควบคุมเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสำหรับการจัดหาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ประกอบกับการที่เกาหลีเหนือทดสอบอาวุธยั่วยุอยู่หลายครั้งด้วย
ความคืบหน้าล่าสุด สหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้วางแผนที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางทหารและความมั่นคง หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงแห่งชาติของพวกเขาได้หารือกันในเดือนมกราคมที่ผ่านมา



